โบท็อกซ์คืออะไร? ช่วยเรื่องอะไร ปลอดภัยไหม รู้ก่อนตัดสินใจฉีด

โบท็อกซ์คืออะไร

ในยุคที่ความสวยความงามเป็นเรื่องใกล้ตัว หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “โบท็อกซ์” สารที่ช่วยลดริ้วรอยและปรับสมดุลการทำงานของใบหน้ากันมาบ้างแล้ว แต่หลายคนอาจยังไม่เข้าใจจริงๆว่า โบท็อกซ์คืออะไร ทำงานอย่างไร และช่วยแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักอย่างละเอียด พร้อมข้อควรรู้สำคัญก่อนตัดสินใจค่ะ

Key Takeaways

  • โบท็อกซ์ คือ โปรตีนจากแบคทีเรีย Clostridium Botulinum มีชื่อทางการแพทย์ว่า Botulinum Toxin Type A หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “Botox” สารนี้ทำงานโดยช่วยลดการหดตัวของกล้ามเนื้อในบริเวณที่ฉีด ส่งผลให้ริ้วรอย ผิวหน้าเรียบเนียน รวมถึงยังช่วยปรับรูปหน้าให้ดูเล็กและกระชับขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ
  • ผลลัพธ์ของโบท็อกซ์นอกจากจะช่วยทางด้านความงามแล้ว สามารถรักษาตามอาการต่างๆได้ ไม่ว่าจะเป็น การลดอาการปวดไมเกรน บ่า ไหล่ คอ และต่อมการทำงานของเหงื่อ กลิ่นกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ฉีดโบท็อกซ์ปลอดภัย แต่จำเป็นต้องทำโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์และใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานเท่านั้น เพราะหากฉีดผิดตำแหน่ง ใช้ปริมาณไม่เหมาะสม หรือใช้สารที่ไม่ได้รับการรับรอง อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น หนังตาตก หน้าแข็ง ไม่เป็นธรรมชาติ หรือผลลัพธ์อยู่ได้ไม่นาน
เลือกอ่านตามหัวข้อ

โบท็อกซ์ คืออะไร

โบท็อกซ์ คือ สารโปรตีนที่ได้จากแบคทีเรีย Clostridium Botulinum ซึ่งมีชื่อทางการแพทย์ว่า Botulinum Toxin Type A หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า Botox นั่นเอง โดยเดิมทีโบท็อกซ์ถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์เพื่อรักษาอาการกล้ามเนื้อกระตุกไม่ควบคุมได้ แต่ต่อมาได้ถูกพัฒนาและนำมาใช้ในทางความงาม

ฉีดโบท็อกซ์คืออะไร? คือการนำสารโบท็อกซ์เข้าไปในชั้นกล้ามเนื้อบริเวณต่างๆ ของร่างกาย เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อหยุดหดตัวชั่วคราว ส่งผลให้ริ้วรอยลดลง ใบหน้าดูเรียบเนียนขึ้น หรือช่วยปรับรูปหน้าให้ดูเล็กลงได้ ปัจจุบันการฉีดโบท็อกซ์ จึงกลายเป็นหนึ่งในหัตถการทางความงามที่ได้รับความนิยมเป็นจำนวนมาก

โบท็อกซ์ทำงานอย่างไร

หลักการทำงานของโบท็อกซ์นั้นคือ เมื่อแพทย์ทำการฉีด Botox เข้าไปในกล้ามเนื้อ สารโบท็อกซ์จะไปขัดขวางการส่งสัญญาณจากเส้นประสาทไปยังกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นหยุด หรือหดตัวน้อยลง

เมื่อกล้ามเนื้อไม่หดตัว ริ้วรอยที่เกิดจากการใช้สีหน้าซ้ำๆ ก็จะค่อยๆ จางลงหรือหายไป นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดริ้วรอยใหม่ได้อีกด้วยค่ะ สำหรับการใช้ปรับรูปหน้า เมื่อกล้ามเนื้อหยุดทำงาน ส่วนนั้นๆจะเล็กลงตามธรรมชาติ เช่น กรามที่เล็กลง ใบหน้าเรียวขึ้น

ฉีดโบท็อกซ์บริเวณไหนบ้าง ช่วยอะไร?

ฉีดโบท็อกซ์บริเวณไหนบ้าง ช่วยอะไร

โบท็อกซ์ช่วยอะไรบ้าง? คำตอบคือช่วยได้หลายอย่างมาก ทั้งในเรื่องของการแก้ไขริ้วรอยและการปรับรูปร่าง ซึ่งสามารถฉีดโบท็อกซ์ได้หลายบริเวณของร่างกาย

ฉีดโบท็อกซ์บริเวณใบหน้า

1. โบท็อกซ์ริ้วรอย การฉีดโบท็อกซ์เพื่อลดริ้วรอยบนใบหน้าเป็นการใช้งานที่ได้รับความนิยมมาก โดยโบท็อกซ์จะช่วยให้กล้ามเนื้อใบหน้าผ่อนคลาย ริ้วรอยที่เกิดจากการใช้สีหน้าซ้ำๆ จะค่อยๆ จางลงและหายไปบริเวณที่ฉีด ได้แก่

  • โบท็อกซ์หน้าผาก ช่วยลดริ้วรอยเส้นที่เป็นแนวนอนบนหน้าผากที่เกิดจากการยกคิ้วหรือแสดงสีหน้า ทำให้หน้าผากเรียบเนียน ดูอ่อนเยาว์ขึ้น ไม่มีเส้นริ้วรอยขนานกัน
  • โบท็อกซ์ระหว่างคิ้ว ช่วยลดร่องลึกระหว่างคิ้ว (เส้น 11) ที่เกิดจากการขมวดคิ้วบ่อยๆ ทำให้ใบหน้าดูสดใส ไม่หน้าบึ้งตึง
  • โบท็อกซ์หางตา (ตีนกา) ช่วยลดริ้วรอยภายนอกที่เกิดจากการยิ้มหรือการหรี่ตาเพื่อให้ดวงตาดูสดใส อ่อนเยาว์ ริ้วรอยรอบดวงตาจางลง
  • โบท็อกซ์โคนจมูก ช่วยลดริ้วรอยแนวนอนบนโคนจมูกที่เกิดจากการย่นจมูกหรือหัวเราะ เพื่อให้บริเวณโคนจมูกเรียบเนียน ไม่มีเส้น
  • โบท็อกซ์ปลายจมูก ช่วยในการยกปลายจมูกที่ตกต่ำ ทำให้จมูกดูโด่งหรือดูสูงขึ้น ปลายจมูกไม่ตก โดยเฉพาะตอนยิ้ม
  • โบท็อกซ์ริมฝีปากบน (Lip Flip) ช่วยปรับริมฝีปากบนให้ดูอวบอิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยไม่ต้องฉีดฟิลเลอร์ ทำให้ริมฝีปากบนดูอวบขึ้น ยิ้มแล้วไม่โชว์เหงือกมากเกินไปค่ะ
  • โบท็อกซ์รอบปาก ช่วยลดริ้วรอยรอบริมฝีปาก เส้นรอบปาก บริเวณรอบปากเรียบเนียน ดูอ่อนเยาว์ขึ้น
  • โบท็อกซ์คอ (Nefertiti Lift) ช่วยยกกระชับผิวคอและกรอบหน้า ลดเส้นคอ คอดูเรียบเนียน กรอบหน้าชัดขึ้น คอดูยาวขึ้น

2. โบท็อกซ์ยกคิ้ว (Brow Lift) ช่วยในการยกหางคิ้วให้สูงขึ้น เปิดดวงตาให้กว้างขึ้น ทำให้ดวงตาดูโต หางตาไม่ตก

3. โบท็อกซ์กราม การฉีดโบท็อกซ์ที่กรามเป็นหนึ่งในหัตถการที่ได้รับความนิยมสูงมาก โดยเฉพาะในเอเชีย เพราะช่วยปรับรูปหน้าให้เรียวและแก้ปัญหาสุขภาพได้พร้อมกันค่ะ

4. โบท็อกซ์คางช่วยให้คางเรียบเนียน ลดลักษณะคางบุ๋ม คางย่น ปรับให้คางเรียวขึ้น ผิวเรียบเนียน

ฉีดโบท็อกซ์ไม่ได้จำกัดเฉพาะใบหน้าเท่านั้น ยังสามารถฉีดโบที่ส่วนอื่นๆ ของร่างกายเพื่อปรับสัดส่วนและแก้ปัญหาต่างๆ ได้อีกค่ะ

ฉีดโบท็อกซ์บริเวณแขน ขา ลำตัว

  • โบท็อกซ์น่อง ช่วยลดขนาดกล้ามเนื้อน่อง (Gastrocnemius) ที่ใหญ่หรือแข็ง ทำให้น่องเล็กลง เรียวสวย ขาดูยาวขึ้น และสัดส่วนที่ดีขึ้น
  • โบท็อกซ์ต้นแขน ช่วยลดกล้ามเนื้อต้นแขนที่ใหญ่ ทำให้แขนดูเรียวขึ้น ทำให้แขนเล็กลง
  • โบท็อกซ์ไหล่ ช่วยลดกล้ามเนื้อไหล่ที่ยกสูง ทำให้ไหล่ดูเรียบและคอยาวขึ้น ผลลัพธ์ทำให้ไหล่เรียบ คอดูยาวสง่า ไม่มีปัญหาไหล่ยกสูงหรือติดคอจะเกินไป

ฉีดโบท็อกซ์ตามอาการต่างๆ

  • โบท็อกซ์รักแร้ ช่วยลดการหลั่งเหงื่อมากเกินไปในบริเวณรักแร้ ทำให้เหงื่อออกน้อยลงหรือลดอาการเหงื่อออกหายไปเกือบสิ้นเชิง และลดกลิ่นตัวมั่นใจในชีวิตประจำวันค่ะ
  • โบท็อกซ์ฝ่ามือและฝ่าเท้า ช่วยแก้ปัญหาเหงื่อออกมากเกินไปที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า ทำให้ผลลัพธ์มือและเท้าแห้ง ไม่เปียกชื้นตลอดเวลา
  • โบท็อกซ์ไมเกรน เป็นอีกหนึ่งตำแหน่งที่สามารถฉีดโบท็อกซ์ได้ เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดที่เกิดจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ ซึ่งมักสัมพันธ์กับอาการไมเกรน เมื่อฉีดโบท็อกซ์เข้าไป จะช่วยคลายกล้ามเนื้อที่ตึงตัวและลดความถี่ของการปวดศีรษะ ทำให้อาการไมเกรนดีขึ้นค่ะ

Becoming Your Best Self

เข้าใจทุกความกังวลและปัญหาผิวพรรณของคุณ ด้วยการรักษาที่ออกแบบเฉพาะบุคคล

ฉีดโบท็อกซ์แต่ละตำแหน่ง ใช้กี่ยูนิต ?

ฉีดโบท็อกซ์แต่ละตำแหน่ง ใช้กี่ยูนิต

ปริมาณโบท็อกซ์ที่ใช้แต่ละตำแหน่ง ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามขนาดกล้ามเนื้อ ปัญหาที่ต้องการแก้ไข และความเข้มข้นของกล้ามเนื้อแต่ละบุคคล และนี่คือคำแนะนำโดยทั่วไปค่ะ

ตำแหน่งบนใบหน้า

  • โบท็อกซ์ริ้วรอย ปริมาณที่เหมาะสม: 10-25 ยูนิต ช่วยลดริ้วรอยบนใบหน้า ทำให้ผิวเรียบเนียนและดูอ่อนเยาว์ขึ้น
  • โบท็อกซ์หน้าผาก ปริมาณที่เหมาะสม: 15-20 ยูนิต ลดริ้วรอยที่เป็นเส้นแนวนอนจากการเลิกคิ้ว ทำให้หน้าผากเรียบเนียน ดูอ่อนวัยขึ้น
  • โบท็อกซ์ระหว่างคิ้ว ปริมาณที่เหมาะสม: 10-15 ยูนิต ลดริ้วรอยร่องขมวดคิ้วที่ทำให้ใบหน้าดูเคร่งเครียดหรือดุ เหมือนโกรธตลอดเวลาค่ะ
  • โบท็อกซ์หางตา (ตีนกา) ปริมาณที่เหมาะสม: 15-25 ยูนิต ช่วยลดริ้วรอยรอบดวงตาเวลายิ้มหรือหัวเราะ ทำให้ดวงตาดูสดใส
  • โบท็อกซ์ปีกจมูก ปริมาณที่เหมาะสม: 5-10 ยูนิต ช่วยลดการบานของปีกจมูกทำให้จมูกดูเล็กลงและละมุนขึ้น
  • โบท็อกซ์มุมปาก ปริมาณที่เหมาะสม: 5-10 ยูนิต ยกมุมปากตกให้ดูยิ้มละมุน สดใส และอ่อนเยาว์ขึ้น
  • โบท็อกซ์ลิฟต์กรอบหน้า ปริมาณที่เหมาะสม: 30-50 ยูนิต ช่วยยกกระชับผิวและทำให้กรอบหน้าชัดขึ้น โดยฉีดบริเวณแนวกรามและลำคอ เพื่อลดแรงดึงจากกล้ามเนื้อผิวหนังชั้นตื้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย
  • โบท็อกซ์ยกคิ้ว ปริมาณที่เหมาะสม: 10-15 ยูนิต คลายกล้ามเนื้อที่ดึงคิ้วตก ช่วยยกคิ้วให้ดวงตาดูเปิด สดใส และอ่อนโยนขึ้น
  • โบท็อกซ์กราม ปริมาณที่เหมาะสม: 25-30 ยูนิตต่อข้าง ช่วยลดขนาดกล้ามเนื้อกราม เหมาะสำหรับผู้ที่มีกล้ามเนื้อกรามใหญ่จากการกัดฟันหรือบดเคี้ยวแรง ทำให้ใบหน้าดูเรียวเล็กลง
  • โบท็อกซ์โหนกแก้ม ปริมาณที่เหมาะสม: 10-20 ยูนิต ลดความแข็งของกล้ามเนื้อบริเวณโหนกแก้ม ทำให้รูปหน้าดูละมุนและสมดุลยิ่งขึ้น
  • โบท็อกซ์กระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน หน้าใส ปริมาณที่เหมาะสม: 20-50 ยูนิต (ขึ้นอยู่กับพื้นที่บนใบหน้าและสภาพผิว) ช่วยให้ผิวเรียบเนียน รูขุมขนกระชับ และลดความมันส่วนเกินบนใบหน้า

ตำแหน่งร่างกาย

  • โบท็อกซ์ลดน่อง ปริมาณที่เหมาะสม: 100-200 ยูนิต ลดขนาดกล้ามเนื้อน่อง เหมาะกับผู้ที่น่องใหญ่จากการยืน เดิน หรือใส่รองเท้าส้นสูงบ่อยๆ ทำให้ขาดูเรียวยาวขึ้น
  • โบท็อกซ์ต้นแขน ปริมาณที่เหมาะสม: 50-100 ยูนิต ช่วยให้ต้นแขนเล็กลง ดูกระชับและได้รูปมากขึ้น
  • โบท็อกซ์ต้นขา ปริมาณที่เหมาะสม: 100-200 ยูนิต ลดขนาดกล้ามเนื้อต้นขา ทำให้เรียวขาดูสมส่วนและบาลานซ์กับลำตัวมากขึ้นค่ะ
  • โบท็อกซ์คอ บ่า ไหล่ปริมาณที่เหมาะสม: 40-100 ยูนิต (ขึ้นอยู่กับสภาพกล้ามเนื้อ)  ช่วยลดอาการกล้ามเนื้อตึงและความหย่อนคล้อยของผิว ทำให้คอดูเรียบเนียน ดูยาวขึ้น และบ่าเรียวสวย อีกทั้งยังช่วยคลายกล้ามเนื้อ ที่หนาเกินไป ลดอาการปวดเมื่อยและความเครียดจากออฟฟิศซินโดรมได้อีกด้วยค่ะ
  • โบท็อกซ์รักแร้ ปริมาณที่เหมาะสม: 50-100 ยูนิตต่อข้าง ช่วยลดเหงื่อและกลิ่นตัว โดยยับยั้งการทำงานของต่อมเหงื่อ
  • โบท็อกซ์ลดเหงื่อบริเวณฝ่ามือ-ฝ่าเท้า ปริมาณที่เหมาะสม: 50-100 ยูนิตต่อข้าง ช่วยควบคุมการหลั่งเหงื่อ ลดความชื้นและกลิ่นไม่พึงประสงค์
  • โบท็อกซ์ไมเกรน ปริมาณที่เหมาะสม: 100 ยูนิตขึ้นไป ช่วยบรรเทาอาการปวดไมเกรนที่เกิดจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณศีรษะและท้ายทอย โดยโบท็อกซ์จะช่วยคลายกล้ามเนื้อที่ตึงตัว ลดความถี่และความรุนแรงของอาการปวดศีรษะ ทำให้รู้สึกสบายขึ้นและใช้ชีวิตได้อย่างปกติ

อย่างไรก็ตาม ปริมาณที่เหมาะสมควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพราะแพทย์จะประเมินจากสภาพกล้ามเนื้อและความต้องการของแต่ละบุคคล การใช้ยูนิตที่เหมาะสมจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและธรรมชาติที่สุด

ฉีดโบท็อกซ์อันตรายไหม?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ฉีดโบท็อกซ์อันตรายหรือไม่” คำตอบคือ หากฉีดโบท็อกซ์กับแพทย์เฉพาะทาง และมีประสบการณ์ รวมถึงการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานและมีใบรับรองจาก FDA แล้ว การฉีด Botox ก็จะถือว่าปลอดภัยค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตามการดูแลตัวเองตามวิธีที่แพทย์แนะนำ จะยิ่งช่วยลดโอกาสในการเกิดผลข้างเคียงขึ้นได้ค่ะ

ฉีดโบท็อกซ์บริเวณไหนไม่แนะนำ

แม้โบท็อกซ์จะเป็นหัตถการที่ปลอดภัย แต่ก็มีบางบริเวณที่ไม่แนะนำให้ฉีดโบท็อกซ์ เนื่องจากอาจเกิดผลข้างเคียงได้

  1. บริเวณเหนือหางคิ้ว เนื่องจากเป็นจุดที่มีเส้นประสาทควบคุมการเคลื่อนไหวของคิ้วจำนวนมาก
  2. รอบดวงตาด้านล่าง เช่นถุงใต้ตา อาจเสี่ยงต่อการกระทบเส้นประสาท ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงผิดตำแหน่ง หรือเกิดผลข้างเคียง ตาตก
  3. กล้ามเนื้อบริเวณปากมากเกินไป อาจทำให้พูดไม่ชัด ปากบิดเบี้ยว
  4. บริเวณที่มีการอักเสบหรือติดเชื้อ เช่นบริเวณที่มีสิวอักเสบ แผลเปิด หรือการติดเชื้อใดๆ การฉีดเข้าไปในผิวหนังที่อักเสบ จะเพิ่มความเสี่ยงการติดเชื้อลุกลาม
  5. บริเวณที่เคยฉีดฟิลเลอร์ เช่นแก้ม ใต้ตา หน้าผาก ที่มีฟิลเลอร์เดิม อาจจะทำให้การกระจายของโบท็อกซ์ไม่สม่ำเสมอ และเสี่ยงเกิดการไหลหรือเกิดผลข้างเคียงได้ค่ะ

โบท็อกซ์ยี่ห้อไหนดี แต่ละยี่ห้ออยู่ได้นานกี่เดือน

ปัจจุบันมีโบท็อกซ์หลายยี่ห้อที่ได้รับการรับรองจาก FDA ให้ใช้ในประเทศไทย แต่ละยี่ห้อมีคุณสมบัติและระยะเวลาที่อยู่ได้แตกต่างกันเล็กน้อย การเลือกยี่ห้อที่เหมาะสมควรปรึกษากับแพทย์เฉพาะทาง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับความต้องการของแต่ละบุคคล

โบท็อกซ์อเมริกา (Allergan)

โบท็อกซ์ (Botox) จากอเมริกาผลิตโดยบริษัท Allergan ถือเป็นยี่ห้อดั้งเดิมและเป็นที่รู้จักในนามโบท็อกซ์ยี่ห้อแรกที่ได้รับการรับรองจาก FDA ของสหรัฐอเมริกา มีประวัติการใช้งานและการศึกษาวิจัยมากกว่า 30 ปี จึงมีความน่าเชื่อถือและมาตรฐานสูงมาก คุณภาพของโบท็อกซ์อเมริกามีความคงตัวดี การแพร่กระจายของสารในกล้ามเนื้อมีความแม่นยำ ทำให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นธรรมชาติ

ระยะเวลาที่โบท็อกซ์อเมริกาอยู่ได้โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 4-6 เดือน ในบางบริเวณเช่นกราม อาจอยู่ได้นานถึง 6-9 เดือน ขึ้นอยู่กับการดูแลและสภาพผิวของแต่ละคน เหมาะกับผู้ที่ต้องการฉีดโบท็อกซ์ครั้งแรก

โบท็อกซ์อังกฤษ (Dysport)

Dysport จากอังกฤษผลิตโดยบริษัท Ipsen เป็นอีกหนึ่งยี่ห้อชั้นนำที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับ Botox อเมริกา ได้รับการรับรองจาก FDA และมีการใช้งานแพร่หลายทั่วโลก จุดเด่นของ Dysport คือมีการแพร่กระจายของสารที่กว้างกว่า ทำให้เหมาะกับการฉีดโบท็อกซ์บริเวณที่กว้างเช่น หน้าผาก และให้ผลที่เป็นธรรมชาติมาก นอกจากนี้ยังมีระยะเวลาออกฤทธิ์ที่เร็วกว่าเล็กน้อย

ระยะเวลาที่โบท็อกซ์อังกฤษอยู่ได้โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 3-5 เดือน บางคนอาจอยู่ได้นานถึง 6 เดือน ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ฉีดโบท็อกซ์และการดูแล เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติมาก ผู้ที่ต้องการเห็นผลเร็วกว่า

โบท็อกซ์เยอรมัน (Xeomin)

Xeomin จากเยอรมนีผลิตโดยบริษัท Merz เป็นโบท็อกซ์รุ่นใหม่ที่มีจุดเด่นคือไม่มีโปรตีนเสริมอื่นๆ ทำให้มีโอกาสเกิดการแพ้น้อยกว่า และลดความเสี่ยงที่ร่างกายจะสร้างแอนติบอดีต้านทานโบท็อกซ์ เหมาะสำหรับผู้ที่ฉีดโบบ่อยหรือผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย ซึ่ง Xeomin ไม่จำเป็นต้องเก็บในตู้เย็น ทำให้การเก็บรักษาสะดวกกว่า และมีความคงตัวของคุณภาพดีกว่า

ระยะเวลาที่โบท็อกซ์เยอรมันอยู่ได้โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 3-5 เดือน คล้ายกับ Dysport บางคนอาจอยู่ได้นานถึง 6 เดือน เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย ผู้ที่ฉีดโบท็อกซ์บ่อยและกังวลเรื่องการสร้างแอนติบอดี หรือผู้ที่ต้องการโบท็อกซ์คุณภาพสูงในราคาที่สมเหตุสมผล

โบท็อกซ์เกาหลี (Nabota / Aestox / Neuronox)

โบท็อกซ์จากเกาหลีใต้มีหลายยี่ห้อที่ได้รับความนิยมในไทย เช่น Nabota, Aestox และ Neuronox ซึ่งทั้งหมดได้รับการรับรองจาก KFDA (Korea Food and Drug Administration) และ FDA ไทย มีคุณภาพดีและราคาที่เข้าถึงได้มากกว่ายี่ห้อจากตะวันตก จุดเด่นคือมีราคาที่ย่อมเยา ทำให้ฉีดโบได้บ่อยขึ้นและครอบคลุมบริเวณได้มากขึ้น คุณภาพของโบท็อกซ์เกาหลีในปัจจุบันพัฒนามาได้ดีมาก มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับยี่ห้อตะวันตก

ระยะเวลาที่โบท็อกซ์เกาหลีอยู่ได้โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 3-5 เดือน บางคนอาจอยู่ได้นานถึง 6 เดือน ขึ้นอยู่กับยี่ห้อและการดูแล เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นฉีดโบท็อกซ์และต้องการทดลอง ผู้ที่มีงบประมาณจำกัด หรือผู้ที่ต้องการฉีดโบท็อกซ์หลายบริเวณพร้อมกัน

Becoming Your Best Self

เข้าใจทุกความกังวลและปัญหาผิวพรรณของคุณ ด้วยการรักษาที่ออกแบบเฉพาะบุคคล

ข้อห้ามของการฉีดโบท็อกซ์มีอะไรบ้าง

ข้อห้ามของการฉีดโบท็อกซ์มีอะไรบ้าง
ภาพประกอบการโฆษณาเท่านั้น
  • สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลยืนยันความปลอดภัยต่อทารก จึงควรหลีกเลี่ยง
  • ผู้ที่แพ้สารโบท็อกซ์หรือส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ อาจเสี่ยงต่ออาการแพ้รุนแรง เช่น บวมแดง ผื่น หรือการหายใจติดขัด
  • ผู้ที่มีโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (เช่น Myasthenia Gravis) โบท็อกซ์อาจทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงมากขึ้น
  • ผู้ที่กำลังรับประทานยาบางชนิด เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยาที่มีผลต่อระบบประสาท-กล้ามเนื้อ ซึ่งอาจทำให้ฤทธิ์ของสารแรงขึ้นหรือเกิดผลข้างเคียงง่ายกว่าปกติ

ข้อปฏิบัติตัวก่อนและหลังฉีดโบท็อกซ์

การฉีดโบท็อกซ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขั้นตอนการฉีดเพียงอย่างเดียว แต่การเตรียมตัวก่อนและการดูแลหลังฉีดโบก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน การปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและลดความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

ก่อนฉีดโบท็อกซ์

  • ปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดเกี่ยวกับประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว และแจ้งยาที่กำลังรับประทานทุกชนิด รวมถึงวิตามินและอาหารเสริม
  • แจ้งแพทย์หากเคยฉีดโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์มาก่อน เพื่อให้แพทย์ประเมินความเหมาะสมและวางแผนการฉีด
  • หยุดยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น อย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนฉีด (ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนหยุดยา)
  • หยุดรับประทานวิตามินอี อาหารเสริมบำรุงเลือด อย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนฉีด เพื่อลดการเกิดรอยช้ำ
  • หยุดยาแก้ปวดบางชนิด ก่อนฉีด 3-5 วัน
  • ไม่ดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24-48 ชั่วโมงก่อนฉีดโบ เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดรอยช้ำและบวม
  • ทำความสะอาดใบหน้าให้สะอาด ไม่แต่งหน้ามาในวันที่ต้องฉีดโบท็อกซ์ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
  • พักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำให้เพียงพอก่อนวันฉีด
  • หลีกเลี่ยงการทำหัตถการทางความงามอื่นๆ เช่น เลเซอร์ ลอกผิว อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ก่อนฉีด
  • หากมีแผลหรือสิวอักเสบบริเวณที่จะฉีด ควรรอให้หายก่อนเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อค่ะ

หลังฉีดโบท็อกซ์

  • อย่านอนราบหรือก้มศีรษะต่ำเป็นเวลานานอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมงหลังฉีด เพื่อป้องกันโบท็อกซ์ไหลไปยังบริเวณอื่น
  • อย่ากด นวด ถู หรือสัมผัสบริเวณที่ฉีดโบท็อกซ์อย่างน้อย 24 ชั่วโมง รวมถึงไม่ควรนอนคว่ำหรือทิ่มหน้าลงหมอน
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักหรือกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกมากในวันแรก เพราะจะเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและอาจทำให้โบท็อกซ์กระจาย
  • ไม่ควรทำผม ย้อมผม อบซาวน่า อบไอน้ำ หรือสัมผัสความร้อนสูงอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง
  • หลีกเลี่ยงการทำหัตถการทางความงามอื่นๆ เช่น ฉีดฟิลเลอร์ เลเซอร์ ลอกผิว ไฟฟ้า หรือนวดหน้าอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์
  • ไม่ดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 1 สัปดาห์หลังฉีดโบ เพราะจะเพิ่มการบวม ช้ำและอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของโบท็อกซ์
  • หลีกเลี่ยงแสงแดดจัดและทาครีมกันแดดทุกวัน SPF 30 ขึ้นไป เพื่อปกป้องผิวและรักษาผลของโบท็อกซ์
  • ดื่มน้ำให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อช่วยให้ผิวพรรณแข็งแรงและช่วยในการฟื้นฟู
  • หากมีรอยช้ำหรือบวมเล็กน้อย สามารถประคบเย็นเบาๆ ได้ แต่ไม่ควรกดแรงๆค่ะ
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสจัด เค็มจัด เผ็ดจัด ในช่วง 2-3 วันแรก เพราะอาจทำให้บวมมากขึ้น
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง เพื่อช่วยในการฟื้นฟูผิวพรรณ
  • ติดตามนัดกับแพทย์ตามที่กำหนด โดยทั่วไปจะนัดหลังฉีด 2-4 สัปดาห์ เพื่อประเมินผลและปรับแต่งหากจำเป็น

การปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้อย่างเคร่งครัดจะช่วยให้คุณได้ผลลัพธ์จากการฉีดโบท็อกซ์ที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุด หากมีข้อสงสัยหรือคำถามใดๆ ควรปรึกษาแพทย์ทันที อย่าลืมว่าการเลือกคลินิกที่มีมาตรฐานและแพทย์ที่มีประสบการณ์ก็มีความสำคัญไม่แพ้กับการดูแลตัวเองก่อนและหลังการฉีดเช่นกันค่ะ

หลังฉีดโบท็อกซ์กี่วันเห็นผล

หลังจากฉีด Botox แล้ว หลายคนอาจรอคอยผลลัพธ์แต่ความจริงแล้ว โบท็อกซ์ไม่ได้ให้ผลทันทีหลังฉีดเสร็จ โดยทั่วไปจะเริ่มรู้สึกว่ากล้ามเนื้อค่อยๆ อ่อนตัวลงในช่วงวันที่ 2-3 และเริ่มเห็นผลชัดเจนมากขึ้นภายใน 5-7 วัน
แต่ริ้วรอยจะค่อยๆ ตื้นขึ้นและใบหน้าดูเรียบเนียนขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

ส่วนผลลัพธ์สำหรับผู้ที่ฉีดโบท็อกซ์บริเวณกราม จะชัดเจนเต็มที่ประมาณวันที่ 10-14 อาจใช้เวลานานกว่าเล็กน้อย โดยจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงประมาณ 2-4 สัปดาห์ และเห็นผลเต็มที่ภายใน 1-3 เดือน ซึ่งกรามจะดูกระชับและเล็กลงอย่างชัดเจน

อันตรายจากการฉีดโบท็อกซ์ปลอม

สิ่งที่อันตรายที่สุดในการฉีดโบท็อกซ์คือการไปฉีดโบท็อกซ์ปลอมหรือไปฉีดกับผู้ที่ไม่มีความชำนาญ ซึ่งอาจส่งผลเสียร้ายแรงต่อสุขภาพได้

อันตรายจากโบท็อกซ์ปลอม

  • ไม่ทราบส่วนผสมในโบท็อกซ์ ว่าอาจมีสารอันตรายปนเปื้อนหรือไม่
  • ปริมาณไม่แน่นอน อาจมากหรือน้อยเกินไป
  • ไม่ผ่านการรับรอง หรือไม่มีหลักฐานความปลอดภัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
  • หากเก็บรักษาไม่ถูกต้อง อาจมีการเสื่อมสภาพของยาได้

ผลข้างเคียงที่ร้ายแรงจากการฉีดโบท็อกซ์ปลอม

  • ใบหน้าบิดเบี้ยวถาวร
  • กล้ามเนื้อเสียหายถาวร
  • การติดเชื้อร้ายแรง
  • แพ้ติดเชื้อ อักเสบรุนแรง
  • อัมพาตชั่วคราวหรือถาวร

นอกจากนี้ การฉีดโบกับผู้ที่ไม่ใช่แพทย์หรือไม่มีความชำนาญ ก็อาจทำให้ฉีดผิดตำแหน่ง ใช้ปริมาณไม่เหมาะสม หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ไม่สามารถแก้ไขได้ทันท่วงที

ฉีดโบท็อกซ์ที่ไหนดี

การเลือกสถานที่ฉีดโบท็อกซ์ที่ดีและปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่างๆ โดยมีเกณฑ์การเลือกคลินิก ดังนี้

  1. มีแพทย์เฉพาะทาง – เป็นแพทย์ที่ได้รับการรับรองและมีประสบการณ์
  2. ใช้ผลิตภัณฑ์แท้ – แสดงกล่องโบท็อกซ์แท้ ที่มีโฮโลแกรม
  3. มีใบอนุญาตประกอบกิจการ – ตรวจสอบได้จากสาธารณสุข รวมถึงตรวจสอบแพทย์
  4. สะอาดและปลอดภัย – มีมาตรฐานการฆ่าเชื้อที่ดี
  5. บริการหลังการขาย – มีการติดตามผลและแก้ไขปัญหา
  6. ราคาสมเหตุสมผล – ไม่ถูกผิดปกติจนน่าสงสัย

Becoming Your Best Self

เข้าใจทุกความกังวลและปัญหาผิวพรรณของคุณ ด้วยการรักษาที่ออกแบบเฉพาะบุคคล

สรุปบทความ

โบท็อกซ์คือ สารโปรตีนที่ช่วยให้กล้ามเนื้อหยุดหดตัวชั่วคราว ส่งผลให้ริ้วรอยลดลงและช่วยปรับสัดส่วนได้ การฉีดโบท็อกซ์สามารถทำได้หลายบริเวณ ทั้งใบหน้าและร่างกาย โดยแต่ละตำแหน่งจะใช้ปริมาณและเทคนิคที่แตกต่างกัน

หากคุณกำลังประสบปัญหามีริ้วรอย หน้าผาก หางตา อยากปรับรูปหน้าให้เรียวขึ้น ลดกราม ลิฟต์กรอบหน้า BEAMS Plastic Surgery หรือ BEAMS Clinic เป็นศูนย์ศัลยกรรมครบวงจรเกี่ยวกับใบหน้า พร้อมให้คำปรึกษาและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับคุณโดยเฉพาะ ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางและเทคโนโลยีที่ทันสมัย

Line Official : @beamss

คำถามที่พบบ่อย

โบท็อกซ์ (Botox) คือสารที่ช่วยคลายกล้ามเนื้อ ลดริ้วรอย ทำให้ใบหน้าดูตึงกระชับขึ้น

ส่วนฟิลเลอร์คือสารเติมเต็มที่ใช้ฉีดเพื่อเพิ่มวอลลุ่มในจุดที่ขาด เช่น แก้ม ร่องแก้ม หรือคาง การฉีดโบท็อกซ์จึงช่วยยกกระชับ ส่วนฟิลเลอร์ช่วยเติมเต็มรูปหน้าให้สมบูรณ์

ปริมาณโบท็อกซ์ 100 ยูนิต (100 U) สามารถฉีดได้หลายจุด เช่น หน้าผาก หว่างคิ้ว ตีนกา กล้ามเนื้อกราม หรือกล้ามแขนขาเพื่อให้เรียวขึ้น การฉีดโบท็อกซ์ในปริมาณที่เหมาะสมช่วยให้เห็นผลชัดเจน ปรับรูปหน้าเรียว ยกกระชับได้อย่างเป็นธรรมชาติ

หากฉีดโบท็อกซ์แล้วไม่เห็นผล อาจเกิดจากการใช้สารโบท็อกซ์ปลอม หรือฉีดในปริมาณที่ไม่เพียงพอ บางครั้งฉีดโบในจุดที่ไม่ตรงกับปัญหาก็ทำให้ผลลัพธ์ไม่ชัดเจน อีกสาเหตุหนึ่งคือร่างกายสร้างภูมิต้านทานต่อโบท็อกซ์ ซึ่งควรให้แพทย์ประเมินก่อนฉีดใหม่ทุกครั้ง

โดยทั่วไปสามารถเริ่มฉีดโบท็อกซ์ได้ตั้งแต่อายุประมาณ 25 ปีขึ้นไป เมื่อเริ่มมีริ้วรอยแรกเริ่ม หรือกล้ามเนื้อแสดงสีหน้าทำให้เกิดร่องลึก การฉีดโบท็อกซ์ตั้งแต่อายุน้อยช่วยป้องกันริ้วรอยก่อนวัย ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ยาวนานขึ้น

หลังฉีดโบท็อกซ์ (botox) ผลลัพธ์จะอยู่ได้นานประมาณ 4-6 เดือน ก่อนที่สารจะค่อยๆ สลายตามธรรมชาติ โดยทั่วไปไม่สามารถ “ฉีดสลายโบท็อกซ์” ได้ แต่หากฉีดแล้วไม่พอใจผลลัพธ์ สามารถรอให้ยาค่อย ๆ หมดฤทธิ์แล้วค่อยปรับแก้ครั้งใหม่กับแพทย์ผู้เฉพาะทางค่ะ

พญ. คุณาภรณ์ ตั้งธนะวัฒน์ (หมอบีม)

บทความโดย : พญ.คุณาภรณ์ ตั้งธนะวัฒน์ (หมอบีม)

ศัลยแพทย์ตกแต่งใบหน้าเฉพาะทาง

LINE
กรอกข้อมูล ให้เราติดต่อกลับ
โปรโมชันวันนี้