ปัจจุบันหัตถการดูแลผิวพรรณมีด้วยกันหลายประเภทขึ้นอยู่กับจุดประสงค์และปัจจัยต่างๆ ของคนไข้ เช่น การฉีดฟิลเลอร์ การทำ Radiesse เป็นต้น แต่สำหรับใครที่กำลังมองหาตัวช่วยเรื่องการฟื้นฟูผิว กระตุ้นคอลลาเจนใต้ชั้นผิวให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น “Sculptra” คือหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ บทความนี้จึงขอพาทุกคนมารู้จักกันแบบเจาะลึกว่า Sculptra คืออะไร ฉีดแล้วเห็นผลจริงไหม และรวมทุกเรื่องให้แบบครบถ้วนครับ
Key Takeaways
Sculptra คือ อนุภาคของสาร Poly-L-Lactic Acid (PLLA) จัดอยู่ในกลุ่ม Collagen Biostimulator ที่ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นเพื่อกระตุ้น Fibroblast (ไฟโบรบลาสต์) ในการสร้างคอลลาเจนให้กับผิวตามธรรมชาติ ถือเป็นสารกระตุ้นคอลลาเจนตัวแรกในโลกที่ผ่านการอนุมัติจาก US FDA มีส่วนสำคัญในการบำรุงผิวให้เนียนนุ่ม ยืดหยุ่น เด้งฟู ดูอ่อนกว่าวัย ฟื้นฟูผิวตั้งแต่ระดับโครงสร้างชั้นลึก เผยผิวสวยอย่างเป็นธรรมชาติ ที่สำคัญยังปลอดภัยสูง ไร้สารตกค้างในร่างกายเพราะสามารถสลายเองได้ และยังเห็นผลลัพธ์ต่อเนื่องด้วย
คอลลาเจน (Collagen) คือ โปรตีนสายยาวซึ่งเปรียบได้กับโครงสร้างหลักของผิวหนังและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันต่างๆ ในร่างกาย สามารถพบเจอได้มากสุดบริเวณผิวของมนุษย์ มีส่วนสำคัญหลายด้านทั้งเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิว เนียนเด้งกระชับ แลดูอ่อนกว่าวัย อย่างไรก็ตามคอลลาเจนยังสามารถแบ่งออกได้ 5 ประเภท ตามส่วนประกอบหลักของแร่ธาตุ ได้แก่
ปกติแล้วแพทย์ต้องผสม Sculptra ควบคู่กับ Sterile water จากนั้นจึงฉีดลงในเซลล์ผิวชั้นลึก (Subcutaneous) ตามจุดที่ต้องการ ตัวยาจะค่อยๆ กระจายออกแบบทั่วถึงผ่านการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย โดยเซลล์เม็ดเลือดขาวแมคโครฟาส (Macrophage) จะกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ซึ่งมีหน้าที่สร้างคอลลาเจน ให้เกิดการรวมตัวและเพิ่มปริมาณเส้นใยคอลลาเจน ผิวจึงเกิดความอิ่มฟู กระชับ โครงสร้างผิวแข็งแรง ดูอ่อนกว่าวัยอย่างเป็นธรรมชาติ
อย่างที่รู้กันว่าหัตถการด้านผิวพรรณมีด้วยกันหลายเทคนิค ซึ่งการฉีด Sculptra ก็เป็นอีกตัวเลือกที่ตอบโจทย์ในการสร้าง Collagen Type I ด้วยอนุภาคของ PLLA เพิ่มความอิ่มฟู ยืดหยุ่นให้กับผิว ช่วยยกกระชับผิว ลดเลือนริ้วรอย แลดูอ่อนกว่าวัย พร้อมให้ผลลัพธ์เป็นธรรมชาตินานถึง 2 ปี แต่เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นจึงขอนำมาเทียบกับการฉีดหัตถการอื่นๆ ว่ามีความแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหนครับ
ฟิลเลอร์ คือ กลุ่มสารเติมเต็มไฮยาลูรอน (Hyaluronic Acid) ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิวตรงจุดที่ฉีด เติมเต็มร่องลึก ปรับรูปหน้า เพิ่มความเต่งตึงและยืดหยุ่นตั้งแต่ชั้นใต้ผิวหนัง เห็นการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ผลลัพธ์อยู่ได้ตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 2 ปี นิยมฉีดบริเวณร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก ร่องลึกใต้ตา เพื่อปรับใบหน้าเฉพาะจุด ขณะที่ Sculptra จะเน้นกระชับผิวและ เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวด้วยหลักการกระตุ้นคอลลาเจนจากผิวชั้นลึก จึงช่วยฟื้นฟูและอยู่ได้นานถึง 2 ปี โดยไม่ต้องทำซ้ำ
การฉีด Sculptra กับ Radiesse มีจุดประสงค์แบบเดียวกันนั่นคือทำให้ผิวเกิดความยืดหยุ่น ยกกระชับ ฟื้นฟูผิว ลดเลือนริ้วรอย ทว่าความแตกต่างคือส่วนประกอบหลักของ Sculptra ใช้เป็น PLLA ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม Biostimulator ให้ผลิตคอลลาเจนและอิลาสตินตามธรรมชาติ ขณะที่ Radiesse มีสารประกอบหลักเป็น Calcium Hydroxylapatite (CaHA) เน้นฟื้นฟูสภาพผิวด้วยการเติมเต็ม
ทั้ง 2 หัตถการนี้มีความแตกต่างอยู่ระดับหนึ่ง เพราะ Sculptra เน้นการกระตุ้นคอลลาเจนและอลาสตินด้วยสารที่มีอนุภาค PLLA แต่สำหรับ Belotero ถูกจัดอยู่ในหมวดฟิลเลอร์ เน้นการเติมความชุ่มชื้น แม้เห็นผลลัพธ์เร็วแต่ก็มีระยะเวลาแค่ 6-9 เดือน
ด้วยการมีสารอนุภาคหลักเป็น PLLA จึงทำให้สเก้าต้าเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการฟื้นฟูผิว แต่เพื่อให้เข้าใจกันอย่างชัดเจน ลองมาเช็กลิสต์กันแบบชัดๆ ได้เลยครับว่า Sculptra ช่วยอะไรได้บ้าง
Becoming Your Best Self
เข้าใจทุกความกังวลและปัญหาผิวพรรณของคุณ ด้วยการรักษาที่ออกแบบเฉพาะบุคคล
จากข้อมูลต่างๆ คงพอเข้าใจมากขึ้นว่า Sculptra จัดเป็นตัวช่วยชั้นยอดสำหรับการฟื้นฟูผิว แต่ถ้าใครยังลังเลใจว่าควรฉีด Sculptra ดีหรือไม่? หากต้องการดูแลผิวให้ดีขึ้นพร้อมผลลัพธ์แบบระยะยาว ลองมาดูกันนะครับว่า Sculptra เหมาะกับใคร? ใช่คุณหรือเปล่าที่ควรเลือกทำหัตถการประเภทนี้
การฉีด Sculptra มีจุดประสงค์เพื่อฟื้นฟู ยกกระชับ เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิว ลดริ้วรอย ร่องลึก ความหย่อนคล้อยด้วยหลักการกระตุ้นคอลลาเจนและอิลาสตินตั้งแต่ผิวชั้นลึก จึงทำให้มีหลายคนอาจเกิดข้อสงสัยว่า Sculptra ฉีดตรงไหนได้บ้าง? คำตอบคือ Sculptra สามารถฉีดได้หลายจุดโดยเฉพาะบริเวณที่ต้องการกระตุ้นคอลลาเจนหรือแก้ปัญหามากเป็นพิเศษไม่ว่าจะเป็นขมับ กรอบหน้า หน้าแก้ม รวมถึงบางกรณีแพทย์ยังอาจประเมินให้ฉีด Sculptra Body เพื่อลดความหย่อนคล้อย ฟื้นฟูผิวบริเวณแขน ขา หน้าท้อง และสะโพก
แต่ทั้งนี้ไม่แนะนำให้ฉีดบริเวณ T-Zone บนใบหน้า เช่น หน้าผาก ใต้ตา สันจมูก รอบปาก เพราะมีความบอบบาง โครงสร้างผิวซับซ้อน จึงต้องมีความระมัดระวังมากกว่าปกติ
ในการฉีด Sculptra ก็เหมือนกับหัตถการอื่นๆ ที่มีทั้งข้อดีและข้อจำกัด เพื่อให้ผู้ที่สนใจดูแลผิวด้วยวิธีนี้ประเมินความเหมาะสม จึงอยากแนะนำทั้ง 2 ด้านให้เข้าใจกันมากขึ้น แต่ทั้งนี้ต้องบอกก่อนว่าการทำ Sculptra ข้อเสียไม่ได้รุนแรงหากคุณศึกษาอย่างเข้าใจรวมถึงปรึกษาแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ
การฉีด Sculptra มีจุดเด่นในหลายด้านที่พร้อมเติมเต็มความมั่นใจแม้ว่าคุณอาจไม่ค่อยได้ดูแลผิวของตนเองมากนัก โดยสามารถสรุปได้ ดังนี้
ในส่วนของข้อจำกัด หรือจะเรียกเป็น Sculptra ข้อเสียที่ต้องเช็กตนเองให้ดีก่อนฉีด ก็สามารถสรุปได้ตามคำแนะนำนี้เช่นกัน
สำหรับการฉีด Sculptra (บางคนเรียกการฉีดคอลลาเจน) แต่ละคลินิกหรือแพทย์แต่ละท่านอาจมีเทคนิคที่แตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ตามสามารถสรุปขั้นตอนเบื้องต้นของการฉีดได้ ดังนี้
Becoming Your Best Self
เข้าใจทุกความกังวลและปัญหาผิวพรรณของคุณ ด้วยการรักษาที่ออกแบบเฉพาะบุคคล
ก่อนเข้ารับการฉีด Sculptra ต้องมีการเตรียมตนเองให้พร้อมเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และยังช่วยลดความกังวลใจได้อีกด้วย สามารถทำตามคำแนะนำได้เลย
หลังฉีด Sculptra เรียบร้อยก็มีขั้นตอนดูแลตัวเองเพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาตรงกับสิ่งที่คาดหวังมากที่สุด คุณสามารถทำตามคำแนะนำได้เลย
ก่อนแพทย์จะฉีด Sculptra คุณต้องสังเกตให้ดีว่าตัวยาที่ใช้นั้นเป็นของแท้ 100% เพื่อลดความเสี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น โดยสามารถเช็กของแท้ได้ตามคำแนะนำดังนี้ครับ
สามารถสแกน QR Code บนแอป eZTracker เพื่อเช็กว่าของแท้ 100%
Sculptra คือ สารอนุภาค PLLA ทำหน้าที่กระตุ้นคอลลาเจนและอิลาสตินเพื่อให้ผิวยกกระชับอย่างเป็นธรรมชาติ เห็นผลลัพธ์ยาวนาน 2 ปี เหมาะกับคนที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย ริ้วรอย ร่องลึก ต้องการย้อนวัยผิว แต่สิ่งสำคัญมากของการทำ Sculptra ต้องปรึกษากับแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ คลินิกได้มาตรฐาน ใช้ตัวยาของแท้ 100% ลดความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งที่ BEAMS Plastic Surgery เราพร้อมดูแล ให้คำปรึกษา และทำหัตถการทุกเคสอย่างดีที่สุด ผลลัพธ์น่าพึงพอใจ หากมีข้อสงสัยหรือสนใจสอบถามเพิ่มเติมสามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางนะครับ หรือคลิกเพื่อติดต่อกับแพทย์ของเราทันที
วิธีการคำนวณ Sculptra ต้องคำนวณตามอายุครับ เช่น หากฉีด 3 ขวด ควรฉีดห่างกันเดือนละ 1 ขวด ซึ่งจะเริ่มเห็นผลที่ขวดที่ 2-3 เป็นต้นไป แต่ถ้าหากฉีดต่อเนื่อง 2-3 ครั้งผลลัพธ์อยู่ได้นานถึง 2 ปีครับ
การฉีดสเก้าต้าไม่เป็นอันตรายหากใช้ของแท้ เพราะสารชนิดนี้สามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ ไม่มีสารตกค้างในผิว
Sculptra ผลข้างเคียงอาจเกิดขึ้นได้ เช่น บวมแดง ช้ำเล็กน้อย ปวดเล็กน้อยตรงจุดที่ฉีด ซึ่งจะค่อยๆ หายเองหลังผ่านไป 2-3 วัน
Sculptra ใช้สารกลุ่ม PLLA เป็นส่วนประกอบหลัก เน้นการยกกระชับผิว ขณะที่ Rejuran จะเป็น Polynucleotide (PN) ที่ได้จากปลาแซลมอน เน้นฟื้นฟูให้ผิวดูฉ่ำวาว เรียบเนียน
การทำเมโสหน้าใสจะเน้นเติมวิตามินและแร่ธาตุเพื่อความกระจ่างใส บำรุงผิวใบหน้า ผลลัพธ์นาน 1-2 เดือน ส่วน Sculptra ผลลัพธ์ 2 ปี เน้นการยกกระชับจากผิวชั้นลึก เสริมความแข็งแรงให้กับโครงสร้างผิว
ราคา Sculptra จะเริ่มต้นประมาณ 20,000 – 30,000 บาท ขึ้นไป ซึ่งราคาจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของคนไข้ การประเมินจากแพทย์ ชื่อเสียงคลินิก ความชำนาญของแพทย์ รวมถึงโปรโมชั่นในช่วงดังกล่าว
บทความโดย : นพ.ภัคธร สิวาภิรมย์รัตน์ (หมอกุ่ย)
แพทย์ผิวหนัง