Sculptra คืออะไร ฉีดแล้วมีผลช่วยกระตุ้นคอลลาเจนผิวจริงไหม

Sculptra คืออะไร

ปัจจุบันหัตถการดูแลผิวพรรณมีด้วยกันหลายประเภทขึ้นอยู่กับจุดประสงค์และปัจจัยต่างๆ ของคนไข้ เช่น การฉีดฟิลเลอร์ การทำ Radiesse เป็นต้น แต่สำหรับใครที่กำลังมองหาตัวช่วยเรื่องการฟื้นฟูผิว กระตุ้นคอลลาเจนใต้ชั้นผิวให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น “Sculptra” คือหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ บทความนี้จึงขอพาทุกคนมารู้จักกันแบบเจาะลึกว่า Sculptra คืออะไร ฉีดแล้วเห็นผลจริงไหม และรวมทุกเรื่องให้แบบครบถ้วนครับ

Key Takeaways

  • Sculptra คือ อนุภาคของสาร Poly-L-Lactic Acid (PLLA) จัดอยู่ในกลุ่ม Collagen Biostimulator ที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินจากผิวชั้นลึก ช่วยยกระชับ เพิ่มความยืดหยุ่น ฟื้นฟูผิว ลดเลือนร่องลึก ริ้วรอย เผยผิวอ่อนกว่าวัยอย่างเป็นธรรมชาติ 
  • Sculptra จะเป็นรูปแบบผงจึงต้องผสมกับ Sterile water แล้วฉีดลงในเซลล์ผิวชั้นลึก (Subcutaneous) ตามจุดที่ต้องการ ตัวยาจะค่อยๆ กระจายออกแบบทั่วถึงผ่านการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันร่างกายเพื่อกระตุ้นคอลลาเจนโดยเฉพาะ Collagen Type I
  • Sculptra ผลข้างเคียงน้อยมาก ให้ผลลัพธ์ยาวนานถึง 2 ปี โดยไม่ต้องทำซ้ำ ราคาจะเริ่มต้นตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป แต่ราคาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ฉีดได้ทั้งบริเวณขมับ หน้าแก้ม และกรอบหน้า แต่ไม่ควรฉีดบริเวณ T-Zone และต้องมีการนวดหน้าหลังฉีด Sculptra ด้วย
เลือกอ่านตามหัวข้อ

Sculptra คืออะไร ?

Sculptra คือ อนุภาคของสาร Poly-L-Lactic Acid (PLLA) จัดอยู่ในกลุ่ม Collagen Biostimulator ที่ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นเพื่อกระตุ้น Fibroblast (ไฟโบรบลาสต์) ในการสร้างคอลลาเจนให้กับผิวตามธรรมชาติ ถือเป็นสารกระตุ้นคอลลาเจนตัวแรกในโลกที่ผ่านการอนุมัติจาก US FDA มีส่วนสำคัญในการบำรุงผิวให้เนียนนุ่ม ยืดหยุ่น เด้งฟู ดูอ่อนกว่าวัย ฟื้นฟูผิวตั้งแต่ระดับโครงสร้างชั้นลึก  เผยผิวสวยอย่างเป็นธรรมชาติ ที่สำคัญยังปลอดภัยสูง ไร้สารตกค้างในร่างกายเพราะสามารถสลายเองได้ และยังเห็นผลลัพธ์ต่อเนื่องด้วย

คอลลาเจนคืออะไร สำคัญอย่างไร?

คอลลาเจน (Collagen) คือ โปรตีนสายยาวซึ่งเปรียบได้กับโครงสร้างหลักของผิวหนังและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันต่างๆ ในร่างกาย สามารถพบเจอได้มากสุดบริเวณผิวของมนุษย์ มีส่วนสำคัญหลายด้านทั้งเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิว เนียนเด้งกระชับ แลดูอ่อนกว่าวัย อย่างไรก็ตามคอลลาเจนยังสามารถแบ่งออกได้ 5 ประเภท ตามส่วนประกอบหลักของแร่ธาตุ ได้แก่

  • Collagen Type I : พบเจอได้มากสุดในร่างกาย ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างให้ผิวหนัง เส้นเอ็น ผนังหลอดเลือด มีความแข็งแกร่ง เหนียว คงรูปและยืดหยุ่นได้ จึงช่วยป้องกันการฉีกขาดของเนื้อเยื่อได้ดี
  • Collagen Type II : มักพบได้ในกระดูกอ่อน เช่น บริเวณซี่โครง ใบหู หลอดลม ช่วยเพิ่มความแข็งแรงและรองรับน้ำหนักบริเวณข้อต่อเมื่อต้องขยับร่างกาย ลดความเสี่ยงการบาดเจ็บบริเวณดังกล่าว
  • Collagen Type III : พบได้ไม่มากนัก เช่น ตามผิวหนัง กล้ามเนื้อ และผนังหลอดเลือด ทำงานควบคู่กับคอลลาเจน ไทป์ 1 
  • Collagen Type IV : ส่วนใหญ่พบเจอบริเวณชั้นเยื่อรับรองผิวของอวัยวะต่าง ๆ และบริเวณเนื้อเยื่อเกี่ยวพันซึ่งหุ้มไขมันและกล้ามเนื้อไว้ ช่วยกระตุ้นการทำงานระบบประสาทและเส้นเลือด
  • Collagen Type V : พบได้บริเวณเยื่อบุเซลล์ เช่น กระจกตา ช่วยจัดเรียงเซลล์ผิวให้มีระเบียบ เส้นใยในชั้นผิวเจริญเติบโต จากการทำงานควบคู่กับคอลลาเจนใต้ผิวหนัง เล็บ และเส้นผม

กระบวนการทำงานของ Sculptra

ปกติแล้วแพทย์ต้องผสม Sculptra ควบคู่กับ Sterile water จากนั้นจึงฉีดลงในเซลล์ผิวชั้นลึก (Subcutaneous) ตามจุดที่ต้องการ ตัวยาจะค่อยๆ กระจายออกแบบทั่วถึงผ่านการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย โดยเซลล์เม็ดเลือดขาวแมคโครฟาส (Macrophage) จะกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ซึ่งมีหน้าที่สร้างคอลลาเจน ให้เกิดการรวมตัวและเพิ่มปริมาณเส้นใยคอลลาเจน ผิวจึงเกิดความอิ่มฟู กระชับ โครงสร้างผิวแข็งแรง ดูอ่อนกว่าวัยอย่างเป็นธรรมชาติ

Sculptra กับการฉีดวิธีอื่น

อย่างที่รู้กันว่าหัตถการด้านผิวพรรณมีด้วยกันหลายเทคนิค ซึ่งการฉีด Sculptra ก็เป็นอีกตัวเลือกที่ตอบโจทย์ในการสร้าง Collagen Type I ด้วยอนุภาคของ PLLA เพิ่มความอิ่มฟู ยืดหยุ่นให้กับผิว ช่วยยกกระชับผิว ลดเลือนริ้วรอย แลดูอ่อนกว่าวัย พร้อมให้ผลลัพธ์เป็นธรรมชาตินานถึง 2 ปี แต่เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นจึงขอนำมาเทียบกับการฉีดหัตถการอื่นๆ ว่ามีความแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหนครับ

Sculptra กับ ฟิลเลอร์ ต่างกันอย่างไร ?

ฟิลเลอร์ คือ กลุ่มสารเติมเต็มไฮยาลูรอน (Hyaluronic Acid) ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิวตรงจุดที่ฉีด เติมเต็มร่องลึก ปรับรูปหน้า เพิ่มความเต่งตึงและยืดหยุ่นตั้งแต่ชั้นใต้ผิวหนัง เห็นการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ผลลัพธ์อยู่ได้ตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 2 ปี นิยมฉีดบริเวณร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก ร่องลึกใต้ตา เพื่อปรับใบหน้าเฉพาะจุด ขณะที่ Sculptra จะเน้นกระชับผิวและ เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวด้วยหลักการกระตุ้นคอลลาเจนจากผิวชั้นลึก จึงช่วยฟื้นฟูและอยู่ได้นานถึง 2 ปี โดยไม่ต้องทำซ้ำ

Sculptra กับ Radiesse ต่างกันอย่างไร ?

การฉีด Sculptra กับ Radiesse มีจุดประสงค์แบบเดียวกันนั่นคือทำให้ผิวเกิดความยืดหยุ่น ยกกระชับ ฟื้นฟูผิว ลดเลือนริ้วรอย ทว่าความแตกต่างคือส่วนประกอบหลักของ Sculptra ใช้เป็น PLLA ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม Biostimulator ให้ผลิตคอลลาเจนและอิลาสตินตามธรรมชาติ ขณะที่ Radiesse มีสารประกอบหลักเป็น Calcium Hydroxylapatite (CaHA) เน้นฟื้นฟูสภาพผิวด้วยการเติมเต็ม

Sculptra กับ Belotero ต่างกันอย่างไร ?

ทั้ง 2 หัตถการนี้มีความแตกต่างอยู่ระดับหนึ่ง เพราะ Sculptra เน้นการกระตุ้นคอลลาเจนและอลาสตินด้วยสารที่มีอนุภาค PLLA แต่สำหรับ Belotero ถูกจัดอยู่ในหมวดฟิลเลอร์ เน้นการเติมความชุ่มชื้น แม้เห็นผลลัพธ์เร็วแต่ก็มีระยะเวลาแค่ 6-9 เดือน

Sculptra ช่วยอะไรได้บ้าง ?

ด้วยการมีสารอนุภาคหลักเป็น PLLA จึงทำให้สเก้าต้าเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการฟื้นฟูผิว แต่เพื่อให้เข้าใจกันอย่างชัดเจน ลองมาเช็กลิสต์กันแบบชัดๆ ได้เลยครับว่า Sculptra ช่วยอะไรได้บ้าง

  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน จึงช่วยฟื้นฟูตั้งแต่ผิวชั้นลึก โครงสร้างผิวแข็งแรง 
  • ผิวอิ่มฟู แน่นกระชับ
  • ยกกระชับใบหน้าและผิวพรรณ ลดริ้วรอย ความหย่อนคล้อย
  • เติมเต็มร่องลึกตามจุดต่างๆ ให้ดูจางลงจนสังเกตเห็น
  • เพิ่มความกระจ่างใสให้กับผิวอย่างเป็นธรรมชาติ
  • ช่วยทำให้ผิวดูเฟิร์ม และแข็งแรง ถูกดึงให้ตึงขึ้น

Becoming Your Best Self

เข้าใจทุกความกังวลและปัญหาผิวพรรณของคุณ ด้วยการรักษาที่ออกแบบเฉพาะบุคคล

Sculptra เหมาะกับใคร

จากข้อมูลต่างๆ คงพอเข้าใจมากขึ้นว่า Sculptra จัดเป็นตัวช่วยชั้นยอดสำหรับการฟื้นฟูผิว แต่ถ้าใครยังลังเลใจว่าควรฉีด Sculptra ดีหรือไม่? หากต้องการดูแลผิวให้ดีขึ้นพร้อมผลลัพธ์แบบระยะยาว ลองมาดูกันนะครับว่า Sculptra เหมาะกับใคร? ใช่คุณหรือเปล่าที่ควรเลือกทำหัตถการประเภทนี้

  • ผู้ที่ขาดการดูแลมานาน ต้องการแก้ปัญหาผิวตั้งแต่ระดับผิวชั้นลึก ปรับโครงสร้างผิวให้แข็งแรงมากขึ้น
  • ผู้มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย ริ้วรอย ขาดความกระชับยืดหยุ่น จากอายุที่เพิ่มขึ้น
  • ผู้ที่ต้องการให้ใบหน้าของตนเองแลดูอ่อนกว่าวัย หน้าเด็กลง
  • ผู้ที่ต้องการเห็นผลลัพธ์ของผิวหน้าที่ดีในระยะยาวโดยไม่ต้องทำหัตถการบ่อยๆ
  • ผู้ที่ผิวอ่อนแอ แห้ง ขาดน้ำ ต้องการสร้างความแข็งแรงของผิว

Sculptra ฉีดตรงไหนได้บ้าง ?

Sculptra ฉีดตรงไหนได้บ้าง
ภาพประกอบการโฆษณาเท่านั้น

การฉีด Sculptra มีจุดประสงค์เพื่อฟื้นฟู ยกกระชับ เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิว ลดริ้วรอย ร่องลึก ความหย่อนคล้อยด้วยหลักการกระตุ้นคอลลาเจนและอิลาสตินตั้งแต่ผิวชั้นลึก จึงทำให้มีหลายคนอาจเกิดข้อสงสัยว่า Sculptra ฉีดตรงไหนได้บ้าง? คำตอบคือ Sculptra สามารถฉีดได้หลายจุดโดยเฉพาะบริเวณที่ต้องการกระตุ้นคอลลาเจนหรือแก้ปัญหามากเป็นพิเศษไม่ว่าจะเป็นขมับ กรอบหน้า หน้าแก้ม รวมถึงบางกรณีแพทย์ยังอาจประเมินให้ฉีด Sculptra Body เพื่อลดความหย่อนคล้อย ฟื้นฟูผิวบริเวณแขน ขา หน้าท้อง และสะโพก 

แต่ทั้งนี้ไม่แนะนำให้ฉีดบริเวณ T-Zone บนใบหน้า เช่น หน้าผาก ใต้ตา สันจมูก รอบปาก เพราะมีความบอบบาง โครงสร้างผิวซับซ้อน จึงต้องมีความระมัดระวังมากกว่าปกติ

ข้อดี-ข้อจำกัดการฉีด Sculptra

ในการฉีด Sculptra ก็เหมือนกับหัตถการอื่นๆ ที่มีทั้งข้อดีและข้อจำกัด เพื่อให้ผู้ที่สนใจดูแลผิวด้วยวิธีนี้ประเมินความเหมาะสม จึงอยากแนะนำทั้ง 2 ด้านให้เข้าใจกันมากขึ้น แต่ทั้งนี้ต้องบอกก่อนว่าการทำ Sculptra ข้อเสียไม่ได้รุนแรงหากคุณศึกษาอย่างเข้าใจรวมถึงปรึกษาแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ

ข้อดีของการฉีด Sculptra

การฉีด Sculptra มีจุดเด่นในหลายด้านที่พร้อมเติมเต็มความมั่นใจแม้ว่าคุณอาจไม่ค่อยได้ดูแลผิวของตนเองมากนัก โดยสามารถสรุปได้ ดังนี้

  • แทบไม่เห็นรอยแผลหรือรอยเข็มการฉีดใดๆ
  • ไม่ต้องมีการพักฟื้นใดๆ เป็นพิเศษ เพียงทำตามคำแนะนำของแพทย์
  • ช่วยฟื้นฟูตั้งแต่ระดับผิวชั้นลึก เสริมโครงสร้างผิวให้แข็งแรง 
  • ลดเลือนร่องลึก ริ้วรอย ความหย่อนคล้อย เพิ่มความกระชับ อิ่มฟู ผิวยืดหยุ่น กระจ่างใส
  • เห็นผลลัพธ์ยาวนาน 2 ปี โดยไม่ต้องทำเพิ่มเติม
  • เผยใบหน้าอ่อนกว่าวัยอย่างเป็นธรรมชาติ

ข้อจำกัดของการฉีด Sculptra

ในส่วนของข้อจำกัด หรือจะเรียกเป็น Sculptra ข้อเสียที่ต้องเช็กตนเองให้ดีก่อนฉีด ก็สามารถสรุปได้ตามคำแนะนำนี้เช่นกัน

  • ต้องฉีดกับคลินิกที่ได้มาตรฐาน แพทย์มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น
  • ต้องใช้ตัวยา Sculptra ของแท้เท่านั้น เพื่อลดความเสี่ยงอันตรายจากยาปลอม
  • ไม่เหมาะกับผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ ให้นมบุตร 
  • ไม่เหมาะกับผู้มีปัญหาความผิดปกติของเลือด เช่น เกล็ดเลือดต่ำ การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ผู้ทานยาสลายลิ่มเลือดหรือยาต้านภาวะการแข็งตัวของเลือด
  • ไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคผิวหนัง มะเร็งผิวหนัง หรือมีภาวะติดเชื้อขั้นรุนแรง
  • ไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ตัวเอง (SLE)

ขั้นตอนการฉีด Sculptra

สำหรับการฉีด Sculptra (บางคนเรียกการฉีดคอลลาเจน) แต่ละคลินิกหรือแพทย์แต่ละท่านอาจมีเทคนิคที่แตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ตามสามารถสรุปขั้นตอนเบื้องต้นของการฉีดได้ ดังนี้

  • คนไข้ต้องปรึกษาพูดคุยกับแพทย์ แจ้งข้อมูลส่วนตัวทั้งหมดเพื่อให้ประเมินความเหมาะสมว่าสามารถทำได้หรือไม่
  • หากไม่มีความเสี่ยงใดๆ แพทย์จะประเมินที่อายุ ปัญหาที่เกิดขึ้น วิเคราะห์ใบหน้า และเลือกวิธีที่ดีที่สุด
  • ทาหรือแปะยาชาบนบริเวณจะฉีดไว้ราว 30-45 นาที
  • ระหว่างยาชากำลังออกฤทธิ์แพทย์จะทำการผสม Sculptra กับ Sterile Water ตามสัดส่วนที่ถูกต้องและเหมาะสม
  • ทำการฉีดลงไปใต้ชั้นผิวประมาณ 1.5 – 2 เซนติเมตร 
  • นวดหน้าเพื่อให้สารกระจายทั่วบริเวณพร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน

Becoming Your Best Self

เข้าใจทุกความกังวลและปัญหาผิวพรรณของคุณ ด้วยการรักษาที่ออกแบบเฉพาะบุคคล

ก่อนฉีด Sculptra เตรียมตัวอย่างไร?

ก่อนเข้ารับการฉีด Sculptra ต้องมีการเตรียมตนเองให้พร้อมเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และยังช่วยลดความกังวลใจได้อีกด้วย สามารถทำตามคำแนะนำได้เลย

  • ค้นหาข้อมูลของ Sculptra อย่างละเอียด เลือกคลินิกที่น่าเชื่อถือ มีมาตรฐานการรับรอง แพทย์ผู้ดูแลมีความเชี่ยวชาญ ห้องปลอดเชื้อ อุปกรณ์สะอาด
  • ปรึกษาพูดคุยกับแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนฉีดสเก้าต้า
  • แจ้งโรคประจำตัว ยารักษาโรคประจำตัว หรือยาที่ทานประจำให้แพทย์ทราบ
  • งดการทานอาหารเสริมกลุ่มวิตามินรวม น้ำมันตับปลา งดทานยากลุ่ม NSAIDS กลุ่มยาอักเสบ หรือยารักษาด้านการแข็งตัวของเลือดกลุ่ม ASA อย่างน้อย 3 วัน
  • งดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 2-3 วัน
  • พักผ่อนให้เพียงพอ 6-8 ชั่วโมง / วัน โดยเฉพาะคืนก่อนทำหัตถการ
  • ดื่มน้ำเยอะ ๆ เฉลี่ย 1.5-2 ลิตร / วัน อย่างน้อย 3 วัน ก่อนทำหัตถการ

หลังฉีด Sculptra ดูแลตัวเองอย่างไร?

หลังฉีด Sculptra เรียบร้อยก็มีขั้นตอนดูแลตัวเองเพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาตรงกับสิ่งที่คาดหวังมากที่สุด คุณสามารถทำตามคำแนะนำได้เลย

  • หากมีอาการบวมมากสามารถใช้เจลความเย็นประคบได้ทันที
  • งดว่ายน้ำ ออกกำลังกายหนัก การทำกิจกรรมที่อยู่กับอากาศร้อน เช่น ซาวน่า อบไอน้ำ อย่างน้อย 1-2 วัน
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ ดื่มคาเฟอีน 24 ชั่วโมง ป้องกันอาการบวมหรือช้ำรุนแรง
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดแรงและรังสียูวี อย่างน้อย 3 วัน เพื่อให้อาการบวมแดงหายเร็วขึ้น
  • นวดตามหลัก Triple 5 (5 วัน 5 ครั้ง 5 นาที) สามารถทำได้ทันทีหลังการฉีด
  • ติดตามนัดกับแพทย์ที่ดูแลตามกำหนด

การนวดหน้าด้วยวิธี 5:5:5 หลังฉีด Sculptra

การนวดหน้าหลังฉีด Sculptra
ภาพประกอบการโฆษณาเท่านั้น
  1. นวดขมับ 2 ข้างด้วยนิ้วโป้ง จากนั้นกำมือแล้วนวดกดเบาๆ จากหน้าผากออกไปขมับทั้ง 2 ข้าง
  2. กำมือยกนิ้วโป้งขึ้นแนบแก้ม 2 ข้าง แล้วค่อยๆ เลื่อนออกด้านข้างแก้มขณะกำลังกดด้วยความเบามือ
  3. กดอุ้งมือลงข้างแก้มแล้วนวดเบาๆ จากล่างขึ้นบนถึงช่วงโหนกแก้ม ทำติดต่อกันหลายครั้งเพื่อเพิ่มความกระชับ
  4. กำมือยกนิ้วโป้งบริเวณคางแล้วค่อยๆ เลื่อนขึ้นตามแนวกราม เพื่อกระตุ้นการพยุงผิวหน้า และจุดนี้จะช่วยทำให้ใบหน้าเรียวกระชับขึ้น

Sculptra ของแท้ดูยังไง?

ก่อนแพทย์จะฉีด Sculptra คุณต้องสังเกตให้ดีว่าตัวยาที่ใช้นั้นเป็นของแท้ 100% เพื่อลดความเสี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น โดยสามารถเช็กของแท้ได้ตามคำแนะนำดังนี้ครับ

  • ด้านบนของกล่องมีการติดสติ๊กเกอร์โมโนแกรมสะท้อนแสง
  • หน้ากล่องมีการปั๊มลายนูนรูปตัว S 
  • ข้างกล่องมีเลข อย. และป้ายกำกับภาษาไทยติดไว้
  • เมื่อแกะกล่องออกมาแล้วตัวยาในขวดต้องเป็นผงเท่านั้น

สามารถสแกน QR Code บนแอป eZTracker เพื่อเช็กว่าของแท้ 100%

สรุปบทความ

Sculptra คือ สารอนุภาค PLLA ทำหน้าที่กระตุ้นคอลลาเจนและอิลาสตินเพื่อให้ผิวยกกระชับอย่างเป็นธรรมชาติ เห็นผลลัพธ์ยาวนาน 2 ปี เหมาะกับคนที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย ริ้วรอย ร่องลึก ต้องการย้อนวัยผิว แต่สิ่งสำคัญมากของการทำ Sculptra ต้องปรึกษากับแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ คลินิกได้มาตรฐาน ใช้ตัวยาของแท้ 100% ลดความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งที่ BEAMS Plastic Surgery เราพร้อมดูแล ให้คำปรึกษา และทำหัตถการทุกเคสอย่างดีที่สุด ผลลัพธ์น่าพึงพอใจ หากมีข้อสงสัยหรือสนใจสอบถามเพิ่มเติมสามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางนะครับ หรือคลิกเพื่อติดต่อกับแพทย์ของเราทันที

คำถามที่พบบ่อย

วิธีการคำนวณ Sculptra ต้องคำนวณตามอายุครับ เช่น หากฉีด 3 ขวด ควรฉีดห่างกันเดือนละ 1 ขวด ซึ่งจะเริ่มเห็นผลที่ขวดที่ 2-3 เป็นต้นไป แต่ถ้าหากฉีดต่อเนื่อง 2-3 ครั้งผลลัพธ์อยู่ได้นานถึง 2 ปีครับ

การฉีดสเก้าต้าไม่เป็นอันตรายหากใช้ของแท้ เพราะสารชนิดนี้สามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ ไม่มีสารตกค้างในผิว

Sculptra ผลข้างเคียงอาจเกิดขึ้นได้ เช่น บวมแดง ช้ำเล็กน้อย ปวดเล็กน้อยตรงจุดที่ฉีด ซึ่งจะค่อยๆ หายเองหลังผ่านไป 2-3 วัน

Sculptra ใช้สารกลุ่ม PLLA เป็นส่วนประกอบหลัก เน้นการยกกระชับผิว ขณะที่ Rejuran จะเป็น Polynucleotide (PN) ที่ได้จากปลาแซลมอน เน้นฟื้นฟูให้ผิวดูฉ่ำวาว เรียบเนียน

การทำเมโสหน้าใสจะเน้นเติมวิตามินและแร่ธาตุเพื่อความกระจ่างใส บำรุงผิวใบหน้า ผลลัพธ์นาน 1-2 เดือน ส่วน Sculptra ผลลัพธ์ 2 ปี เน้นการยกกระชับจากผิวชั้นลึก เสริมความแข็งแรงให้กับโครงสร้างผิว

ราคา Sculptra จะเริ่มต้นประมาณ 20,000 – 30,000 บาท ขึ้นไป ซึ่งราคาจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของคนไข้ การประเมินจากแพทย์ ชื่อเสียงคลินิก ความชำนาญของแพทย์ รวมถึงโปรโมชั่นในช่วงดังกล่าว

นพ ภัคธร สิวาภิรมย์รัตน์ (หมอกุ่ย)

บทความโดย : นพ.ภัคธร สิวาภิรมย์รัตน์ (หมอกุ่ย)

แพทย์ผิวหนัง

LINE
กรอกข้อมูล ให้เราติดต่อกลับ
โปรโมชันวันนี้