15 ข้อที่ควรรู้ก่อนการดึงหน้าผ่าตัด
1. การดึงหน้าผ่าตัดคือศัลยกรรมใหญ่
การผ่าตัดดึงหน้า ตามที่ทุกคนเข้าใจมาโดยตลอด เมื่อขึ้นชื่อของการผ่าตัด ก็จะเป็นสิ่งที่ทำมากกว่าการฉีดฟิลเลอร์หรือการฉีดโบท็อกซ์ รวมถึงการกระตุ้นด้วยเครื่องยกกระชับพลังงาน เพียงแต่หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า ผ่าตัดนั้น เป็นผ่าตัดที่ใหญ่ขนาดไหน แต่ความจริงแล้ว การดึงหน้าผ่าตัด (Facelift) จัดเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่ต้องทำในห้องผ่าตัดที่ได้มาตรฐาน ใช้ทีมแพทย์และพยาบาลร่วมกันที่ต้องอยู่ทุกขั้นตอนของการผ่าตัด ไม่ใช่เพียงศัลยแพทย์เพียงคนเดียว ขั้นตอนมักประกอบด้วย ดังนี้
- การใช้ยาสลบหรือยาชาร่วมกับยานอนหลับ
- ทำการกรีดแผลซ่อนในแนวไรผม ตั้งแต่บริเวณขมับไปตามกรอบหน้า เพื่อขจัดผิวหนังส่วนเกิน พร้อมทั้งเลาะและปรับชั้นกล้ามเนื้อใบหน้า (SMAS Layer) ส่งผลให้ผิวและโครงสร้างใบหน้าถูกยกกระชับถึงชั้นลึก
- การดึงและเย็บเพื่อให้ใบหน้ากระชับขึ้น
ดังนั้น การดึงหน้าไม่ใช่เพียง “ยกผิวขึ้น” แต่คือการ ปรับโครงสร้างของใบหน้า ซึ่งต้องใช้ทักษะและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านค่ะ
2. ความเสี่ยงจากการผ่าตัด
คำถามที่หลายคนสงสัยคือ “ผ่าตัดดึงหน้าอันตรายไหม?” คำตอบคือ “มีความเสี่ยง” ค่ะ แต่ระดับความเสี่ยงขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ทั้งสุขภาพของผู้เข้ารับการผ่าตัด ความเชี่ยวชาญของแพทย์ และมาตรฐานของสถานพยาบาล ซึ่งความเสี่ยงที่อาจพบได้ เช่น
- การติดเชื้อ : หากการดูแลแผลไม่ถูกต้อง หรือไม่ได้ทำตามคำแนะนำที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด อาจทำให้การติดเชื้อ ส่งผลให้แผลหายช้า หรือในบางกรณีอาจต้องผ่าตัดซ้ำค่ะ เพราะเฉพาะเรื่องการดูแลแผล รวมถึงการทำตามคำสั่งแพทย์เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆค่ะ
- เลือดคั่ง : เป็นภาวะที่เกิดจากเลือดออกสะสมใต้ผิวหนังหลังการผ่าตัดดึงหน้า ซึ่งในบางกรณีอาจจำเป็นต้องทำการเดรนเลือดเพิ่มเติม แต่ที่ BEAMS Clinic ได้มีการใส่สายเดรนระบายเลือดระหว่างการผ่าตัดอยู่แล้ว เพื่อให้เลือดระบายออกอย่างต่อเนื่อง จึงช่วยลดโอกาสการเกิดภาวะเลือดคั่ง ทำให้พบได้ยากมากค่ะ
- การบาดเจ็บของเส้นประสาท : แม้จะพบไม่บ่อย แต่หากเกิดขึ้นอาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใบหน้า ทำให้เกิดความไม่สมมาตรของรอยยิ้ม หรือมีอาการชาในบางตำแหน่ง ซึ่งช่วงแรกมักจะพบการชา ตึงของใบหน้าเป็นเรื่องปกติค่ะ หากคุณกังวลใจมากเป็นพิเศษแนะนำให้ปรึกษาคลินิกหรือสถานพยาบาลนั้นๆ ได้เลยค่ะ ขอยกตัวอย่างที่ BEAMS Clinic เรามีไลน์หรือเบอร์โทรเลขาแพทย์พร้อมตอบทุกคำถามที่คุณกังวลใจค่ะ
- แพ้ยาสลบ : ผู้ป่วยบางรายอาจตอบสนองไม่ดีต่อยาสลบ เช่น ความดันโลหิตตก หัวใจเต้นผิดจังหวะ
แม้ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้จะพบไม่มากนัก แต่ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องเลือกแพทย์ที่มีประสบการณ์ และควรผ่าตัดในโรงพยาบาลที่มีระบบดูแลผู้ป่วยหลังผ่าตัดอย่างครบวงจรนะคะ
3. อาการบวมและช้ำหลังผ่าตัด
หนึ่งในสิ่งที่ผู้เข้ารับการดึงหน้าต้องเผชิญแน่นอนคือ อาการบวมและช้ำ ซึ่งเป็นผลตามธรรมชาติของการผ่าตัด แม้จะไม่อันตรายแต่ก็สร้างความไม่สบายตัวและอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตในช่วงพักฟื้น
- ระยะเวลาเกิดอาการ : มักเกิดขึ้นทันทีหลังผ่าตัด และเห็นชัดที่สุดในช่วง 3-5 วันแรก
- การหายของอาการ : โดยทั่วไปจะค่อย ๆ ดีขึ้นใน 1-2 สัปดาห์ แต่บางรายอาจใช้เวลานานถึง 1-3 เดือนกว่าจะกลับมาใกล้เคียงปกติ
- การดูแลตัวเอง : ควรประคบเย็นในช่วง 48 ชั่วโมงแรก นอนหนุนหมอนสูงเพื่อช่วยลดบวม หลีกเลี่ยงการก้มหน้าหรือออกแรงยกของหนัก
แม้อาการบวมช้ำจะเป็นเพียงชั่วคราว แต่ก็เป็นสิ่งที่ผู้ป่วยควรเตรียมใจไว้ เพราะอาจทำให้ไม่สะดวกออกสังคมหรือทำงานในช่วงพักฟื้น
4. การฟื้นตัวต้องใช้เวลา 3-5 วัน
หลังการผ่าตัดดึงหน้า ผู้ป่วยต้องใช้เวลาพักฟื้นนานพอสมควร ไม่ใช่การทำแล้วสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ทันทีเหมือนการฉีดฟิลเลอร์หรือโบท็อกซ์ โดยทั่วไปจะต้องพักฟื้น 3-5 วัน เพื่อให้บวมและช้ำยุบลงจนสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้
- เดือนแรกหลังผ่าตัด : แผลและรอยช้ำยังเห็นอยู่ แต่ขึ้นอยู่กับการดูแลและการบวมช้ำง่ายของแต่ละบุคคล
- เดือนแรก : เป็นช่วงที่ผิวและกล้ามเนื้อกำลังเข้าที่ จึงควรเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก การยกของหนัก หรือกิจกรรมที่ให้เลือดสูบฉีดมากค่ะ
- การดูแลแผล : ต้องทำแผลและพบแพทย์ตามนัดอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการติดเชื้อและช่วยให้แผลหายไวขึ้นนะคะ
5. ผลลัพธ์ไม่ถาวรตลอดไป
แม้การดึงหน้าจะให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและสามารถอยู่ได้นาน 5-10 ปี แต่ก็ไม่ถาวรตลอดชีวิตนะคะ เพราะผิวและกล้ามเนื้อยังคงเสื่อมสภาพไปตามอายุ ดังนั้น ริ้วรอยและความหย่อนคล้อยย่อมกลับมาอีกในอนาคตหากไม่ได้มีการดูแลตัวเอง หรือบำรุงเพื่อชลอความหย่อนคล้อยค่ะ อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ได้นานหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยค่ะ เช่น
- อายุของผู้เข้ารับการผ่าตัด
- พฤติกรรมการดูแลตัวเอง (เช่น ไม่สูบบุหรี่, ไม่ดื่มแอลกอฮอล์มาก, การบำรุงผิว)
- ความเชี่ยวชาญของแพทย์และเทคนิคที่ใช้
การดึงหน้า ช่วยดูให้อายุผิวอ่อนวัยลงได้หลายปี แต่ไม่สามารถหยุดเวลาได้ตลอดไปนะคะ
6. ค่าใช้จ่ายสูง
หนึ่งในที่หลายคนต้องคำนึงถึงคือเรื่องค่าใช้จ่าย เนื่องจากเป็นหัตถการขนาดใหญ่ที่ใช้ทีมแพทย์ เครื่องมือ และสถานที่ผ่าตัดที่ได้มาตรฐาน ราคามักจะค่อนข้างสูงค่ะ นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ตามมา เช่น
- ค่าใช้จ่ายการทำหัตถการผ่าตัดดึงหน้า รวมถึงค่ายาและเวชภัณฑ์หลังผ่าตัด
- หากต้องแก้ไขหรือทำซ้ำในอนาคต ค่าใช้จ่ายก็จะยิ่งสูงขึ้น
ดังนั้นผู้ที่สนใจควรวางแผนและเตรียมงบประมาณล่วงหน้าให้พร้อม อีกทั้งควรพิจารณาความคุ้มค่าของการลงทุน เช่น การทำกับแพทย์ที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเทคนิคการตกแต่งใบหน้า การดึงหน้าเพียงครั้งเดียว อาจให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าและยาวนานมากกว่าการเข้าคลินิกหลายๆ ครั้งเพื่อทำทรีตเมนต์อื่นๆค่ะ
7. เสี่ยงเกิดแผลเป็น
แม้แผลผ่าตัดดึงหน้าจะถูกซ่อนบริเวณไรผม แต่ก็ยังมีโอกาสเกิดแผลเป็นที่มองเห็นได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวที่มีแนวโน้มเป็น คีลอยด์ (Keloid) หรือแผลนูน ได้ง่าย
แผลเป็นที่เกิดขึ้นอาจทำให้ผลลัพธ์ดูไม่เป็นธรรมชาติ และในบางรายอาจต้องรักษาเพิ่มเติม เช่น การฉีดยาสเตียรอยด์ การเลเซอร์ หรือการทำทรีตเมนต์ลดรอยแผล
อย่างไรก็ตาม หากเลือกศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์สูง และดูแลแผลหลังผ่าตัดอย่างถูกต้อง ก็สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดแผลเป็นได้มากค่ะ
8. การบาดเจ็บของเส้นประสาท
หนึ่งในความกังวลหลักของผู้ที่คิดจะทำศัลยกรรมดึงหน้าคือ เส้นประสาทใบหน้าได้รับบาดเจ็บ เพราะเส้นประสาทควบคุมการเคลื่อนไหวและความรู้สึกของใบหน้า ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เช่น
- อาการชาที่ศรีษะ เจ็บแปลบๆ ตึงๆใบหน้า
- การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใบหน้าไม่เต็มที่ เช่น ยิ้มไม่สุด หรือยกคิ้วได้ไม่เท่ากัน
โดยทั่วไป อาการเหล่านี้มักค่อย ๆ ดีขึ้นเองภายใน 1-3 เดือน หรือมากกว่านั้น แต่ในบางกรณีอาจมีผลกระทบระยะยาวหากเส้นประสาทบาดเจ็บมาก ดังนั้น ความเชี่ยวชาญของแพทย์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดความเสี่ยงนี้ค่ะ
9. ไม่สามารถย้อนกลับได้
การผ่าตัดดึงหน้าต่างจากการฉีดฟิลเลอร์หรือโบท็อกซ์ที่สามารถสลายหรือแก้ไขได้ง่าย หากผลลัพธ์หลังผ่าตัดไม่ถูกใจ เช่น หน้าตึงเกินไป รูปหน้าแข็ง ไม่เป็นธรรมชาติ หรือไม่สมมาตร จะไม่สามารถย้อนกลับได้
ทางเดียวที่จะแก้ไขได้คือ การผ่าตัดซ้ำค่ะ ซึ่งซับซ้อนและมีความเสี่ยงมากกว่าการทำครั้งแรก อีกทั้งยังเพิ่มค่าใช้จ่ายสูงขึ้นไปอีก
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจทำ ควรมั่นใจในฝีมือของแพทย์ และปรึกษาอย่างละเอียดถึงผลลัพธ์ที่คาดหวัง เพื่อป้องกันความผิดหวังที่อาจเกิดขึ้นนะคะ
10. การดึงหน้าไม่ได้เหมาะกับทุกคน
แม้การดึงหน้าจะช่วยให้ดูอ่อนเยาว์ได้อย่างชัดเจน แต่ก็ไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคหรือปัจจัยเสี่ยงบางอย่าง เช่น
- ผู้ที่มี โรคหัวใจรุนแรง
- ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้
- ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด
- ผู้ที่สูบบุหรี่จัด เพราะทำให้แผลหายช้าและเสี่ยงติดเชื้อ
ดังนั้น ก่อนการผ่าตัดทุกครั้ง ผู้ป่วยต้องตรวจสุขภาพอย่างละเอียด และแจ้งโรคประจำตัวหรือยาที่ใช้อยู่เป็นประจำกับแพทย์ เพื่อให้มั่นใจว่าการผ่าตัดจะปลอดภัยที่สุดนะคะ
11. อาจผ่าตัดซ้ำในอนาคต
*ขึ้นอยู่กับคุณภาพการผ่าตัด และประสบการณ์ของแพทย์
โดยทั่วไป การผ่าตัดดึงหน้าแม้จะให้ผลลัพธ์นานถึง 5-10 ปี เนื่องจากผิวและกล้ามเนื้อยังคงเสื่อมตามอายุ จึงอาจมีบางคนที่ต้องการทำซ้ำในอนาคต
แต่หากเลือกทำที่ คลินิกที่ได้มาตรฐาน และทำโดยศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการตกแต่งใบหน้าโดยเฉพาะ หรือศัลยแพทย์เฉพาะทาง จะช่วยให้ผลลัพธ์อยู่ได้นาน หากไม่จำเป็นไม่ต้องทำซ้ำ อีกทั้งยังได้รูปหน้าที่เป็นธรรมชาติและแผลผ่าตัดที่ซ่อนอย่างแนบเนียน
สรุปคือ การดึงหน้าไม่ได้ “ต้องทำซ้ำเสมอไป” ขึ้นอยู่กับคุณภาพการผ่าตัดตั้งแต่แรก และการดูแลตัวเองหลังทำด้วยค่ะ
12. ผลข้างเคียงหลังผ่าตัด
ผลข้างเคียงเป็นสิ่งที่แทบทุกคนต้องเจอหลังผ่าตัดดึงหน้า แม้จะไม่จัดว่า “อันตรายร้ายแรง” แต่ก็ทำให้ผู้เข้ารับบริการรู้สึกไม่สบายตัวในช่วงพักฟื้น ตัวอย่างเช่น
- อาการตึงใบหน้า : หลังการผ่าตัดดึงหน้า ผู้เข้ารับบริการส่วนใหญ่จะรู้สึก ตึงบริเวณใบหน้า ในช่วงแรก เนื่องจากแพทย์จะต้องเย็บยกชั้นกล้ามเนื้อและผิวหนังเพื่อให้ใบหน้ากระชับ การเย็บนี้เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ได้รูปหน้าที่สมบูรณ์และยาวนาน แต่ก็ทำให้กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อรอบ ๆ ถูกกระตุ้น จึงเกิดความรู้สึกตึงได้ นอกจากนี้บางคนอาจสังเกตว่าการขยับศีรษะหรือการแสดงสีหน้า เช่น ยิ้ม พูด หรือเคี้ยว อาจรู้สึกไม่สะดวกเหมือนเดิมใน 1-2 สัปดาห์ แต่อาการเหล่านี้มักจะค่อยๆ ดีขึ้น
- ผิวมีความไวผิดปกติ : หลังการผ่าตัด บางคนอาจพบว่าผิวบริเวณที่ทำ มีความไวมากขึ้นหรือชาลง ปัญหานี้เกิดจาก เส้นประสาทที่อยู่ใต้ผิวถูกกระทบกระเทือน ระหว่างการผ่าตัด ทำให้รับความรู้สึกผิดปกติ เช่น รู้สึกชาบางจุดค่ะ แต่อาการเหล่านี้เป็นปกติและมักจะค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อเส้นประสาทฟื้นตัว ซึ่งอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและการดูแลหลังผ่าตัดนะคะ
- คันหรือระคายเคือง : อาการคันหรือระคายเคืองมักเกิดขึ้น ในช่วงที่แผลเริ่มหาย เพราะผิวหนังกำลังฟื้นตัวและสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ร่างกายจะซ่อมแซมผิวและเนื้อเยื่อที่ถูกเย็บ ทำให้เกิดความรู้สึกคันหรือร้อนผ่าวบริเวณแผลได้ ผู้เข้ารับบริการควรหลีกเลี่ยงการแกะเกา เพื่อป้องกันการติดเชื้อและรอยแผลเป็นที่ไม่เรียบ การทาครีมบำรุงหรือยาตามคำแนะนำของแพทย์สามารถช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้ค่ะ
13. ความเสี่ยงจากดมยาสลบ
การดมยาสลบก็มีความเสี่ยงในตัวเอง ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ เช่น ปฏิกิริยาทางยา หรือภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ แม้ว่าในปัจจุบันเทคนิคและเครื่องมือจะพัฒนาไปมากจนมีความปลอดภัยสูง แต่ก็ยังไม่สามารถตัดความเสี่ยงออกไปได้ทั้งหมด โดยทั่วไปผู้เข้ารับการผ่าตัดอาจพบอาการหลังดมยาที่ไม่รุนแรง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ มึนงง หรือเจ็บคอจากท่อช่วยหายใจ ซึ่งมักจะหายได้เองภายในไม่กี่วัน
ในบางกรณีอาจมีความผิดปกติที่ต้องเฝ้าระวังใกล้ชิดมากขึ้น เช่น ความดันโลหิตไม่คงที่ ภาวะหายใจลำบาก หรือภาวะสับสนหลังตื่นจากยาสลบ โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน หรือโรคปอด ซึ่งจำเป็นต้องมีการดูแลอย่างรอบคอบตั้งแต่ก่อนเข้าห้องผ่าตัด
สำหรับความเสี่ยงที่รุนแรง แม้จะพบได้น้อยมาก แต่ก็ไม่ควรมองข้าม เช่น การแพ้ยาสลบอย่างรุนแรง (Anaphylaxis), หัวใจเต้นผิดจังหวะหรือหยุดเต้น, รวมถึง ภาวะ Malignant Hyperthermia ซึ่งเป็นภาวะที่รุนแรงและต้องอาศัยการช่วยเหลือฉุกเฉินจากทีมแพทย์และอุปกรณ์ที่พร้อมตลอดเวลา
ดังนั้น การดมยาสลบจึงควรทำโดย วิสัญญีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการรับรอง พร้อมทั้งต้องมีการวางแผนและตรวจสุขภาพอย่างละเอียดล่วงหน้า ทั้งการตรวจเลือด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และซักประวัติทางการแพทย์ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้เข้ารับการผ่าตัดมีความปลอดภัยสูงสุด
ที่ BEAMS Clinic เราให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด โดยจัดเตรียม วิสัญญีแพทย์ดูแลแบบ 1:1 ในทุกเคสของการผ่าตัด เพื่อดูแลผู้เข้ารับบริการตั้งแต่ก่อน ระหว่าง และหลังการผ่าตัดอย่างใกล้ชิด พร้อมอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยและได้มาตรฐานสากล เพื่อให้มั่นใจว่าทุกการผ่าตัดจะดำเนินไปด้วยความปลอดภัยสูงสุด
สิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า ผ่าตัดดึงหน้าอันตรายไหม? ดังนั้น การเลือกแพทย์และคลินิกที่มีมาตรฐานจึงเป็นสิ่งที่ลดความเสี่ยงได้มากที่สุดค่ะ
14. การเลือกศัลยแพทย์ที่เชี่ยวชาญ
แพทย์คือหัวใจสำคัญที่สุด ของการผ่าตัดดึงหน้า เพราะแม้เทคนิคและเครื่องมือจะดีเพียงใด แต่หากแพทย์ไม่มีความเชี่ยวชาญ ก็อาจทำให้เกิดปัญหาตามมา เช่น
1. แผลเป็นชัดและรอยแผลไม่สวยงาม
2. ใบหน้าตึงแข็ง ดูไม่เป็นธรรมชาติ
3. ความเสี่ยงแทรกซ้อนสูงขึ้น เช่น เส้นประสาทบาดเจ็บหรือแผลติดเชื้อ
ดังนั้น ควรเลือกแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้าน ศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า (Facial Plastic Surgery) หรือศัลยแพทย์ตกแต่งที่ได้รับการรับรองจากแพทยสภา และควรตรวจสอบว่าแพทย์มี ผลงานเคสจริงก่อน-หลัง ให้ดู รวมถึงรีวิวผู้ป่วยจริงเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ
15. การดูแลหลังผ่าตัดสำคัญมาก
แม้แพทย์จะผ่าตัดได้ดี แต่หากผู้ป่วยไม่ดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง ผลลัพธ์ก็อาจไม่สวยงามอย่างที่หวัง ดังนั้น การดูแลหลังผ่าตัดคือปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ฟื้นตัวได้เร็วและลดความเสี่ยงของผลข้างเคียง
สิ่งที่ควรทำ เช่น
- หลังศัลยกรรมดึงหน้า ช่วง 1-3 วันแรก ควรประคบเย็นโดยใช้น้ำแข็ง หรือ cold pack ประคบบริเวณรอบ ๆ แผล เพื่อช่วยลดบวม
- หลังจากประคบเย็นในช่วง 1-3 วันแรกแล้ว ไม่แนะนำให้ประคบอุ่น เนื่องจากยังมีอาการชา จะทำให้เกิดผิวพองได้ 7-14วัน อาการบวมจะดีขึ้นแต่ในบางท่านอาจนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับผิวของแต่ละบุคคล
- 7 วันแรกหลังผ่าตัด ควรใส่ผ้ารัดหน้าตลอด 24 ชั่วโมง
- หลังจากครบ 7 วันแล้ว ให้ใส่ผ้ารัดหน้าอย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง และใส่ต่อเนื่องจนครบ 3 เดือน
- ควรหลีกเลี่ยงการนอนราบหรือนอนคว่ำหน้าในช่วงสัปดาห์แรก เนื่องจากอาจทำให้แผลผ่าตัดได้รับการกระทบกระเทือน ควรนอนหนุนศีรษะให้สูงกว่าลำตัวเพื่อลดบวมช้ำ
- หลังศัลยกรรมควรพักฟื้นอย่างน้อย 3-5 วัน และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เสี่ยงกระแทกใบหน้า
- งดออกกำลังกายหรือกิจกรรมที่ต้องออกแรงเป็นเวลา 2 สัปดาห์
- สามารถสระผมได้หลังจากตัดไหมแล้ว 7 วัน
- รับประทานยาตามแพทย์สั่งจนครบ และเข้าพบแพทย์ตามนัดหมาย
- หากพบอาการผิดปกติ เช่น เลือดออกมากผิดปกติหรือมีอาการบวมรุนแรง ควรรีบติดต่อแพทย์ทันที
- การดูแลหลังการผ่าตัดจึงไม่ใช่เพียงเรื่องเล็กๆ แต่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การลงทุนหลักแสนครั้งนี้คุ้มค่าและปลอดภัยที่สุด
เหตุผลที่ควรดึงหน้ากับ BEAMS Clinic


ภาพประกอบการโฆษณาเท่านั้น
1. มีทีมศัลยแพทย์ตกแต่งใบหน้าเฉพาะทาง
- ทีมแพทย์มีประสบการณ์เฉพาะทาง หรือตรงกับด้านศัลยกรรมยกกระชับใบหน้า
- มีวิสัญญีแพทย์ดูแลแบบ 1:1 ในทุกเคสของการผ่าตัด เพื่อดูแลผู้เข้ารับบริการตั้งแต่ก่อน ระหว่างทำ และหลังการผ่าตัดอย่างใกล้ชิด
- ทีมแพทย์ครบชุดที่ยึดมาตรฐานเดียวกันกับทีมแพทย์ระดับโรงพยาบาล ทั้งในด้านองค์ความรู้ เทคนิคการรักษา และการดูแลผู้รับบริการ
- ออกแบบรูปหน้าเฉพาะบุคคลเพื่อให้เข้ากับโครงสร้างใบหน้าของแต่ละคน
2. เทคนิคที่ช่วยลดบวม ฟื้นตัวเร็ว
- ใช้วิธีผ่าตัดที่คำนึงถึงการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อให้น้อยที่สุด
- มีการทำ After Care หลังการเข้ารับบริการ เพื่อลดอาการบวมช้ำ ทำให้ผู้รับบริการสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วขึ้น
3. ความปลอดภัยสูง
- ทุกการผ่าตัดดำเนินการในโรงพยาบาลที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน เพราะเราให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของผู้เข้ารับบริการอย่างเคร่งครัด
- มีเครื่องมืออุปกรณ์ที่ปลอดเชื้อและทันสมัย
- เครื่องมือดมยาสลบและวิสัญญีแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด
- ระบบฆ่าเชื้อและการดูแลหลังผ่าตัดครบวงจร
4. ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติ
- เป็นการดึงหน้าชั้นลึก และตัดผิวหนังส่วนเกินด้านนอกเพื่อ ผลลัพธ์ที่ธรรมชาติ
- เน้นการยกกระชับที่ไม่ทำให้ใบหน้าตึงจนเกินไป
- คงความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล ให้ดูอ่อนวัยลงโดยไม่หลอกตา “เป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีกว่าเดิม”
5. การดูแลหลังผ่าตัดอย่างใกล้ชิด
- มีการนัดติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
- มีทีมพยาบาลและผู้เชี่ยวชาญดูแลการฟื้นตัวอย่างใกล้ชิด พร้อมมีเลขาแพทย์คอยตอบทุกคำถามที่กังวลใจ เพื่อให้ผู้เข้ารับบริการมั่นใจและอุ่นใจตลอดการรักษา
- ให้คำปรึกษาและดูแลต่อเนื่องแม้หลังจบการผ่าตัด
สรุปแล้ว การดึงหน้ากับ BEAMS Clinic ไม่ใช่แค่เรื่องของการ “ยกกระชับ” เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความใส่ใจใน มาตรฐานความปลอดภัย การออกแบบผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ และการดูแลหลังผ่าตัดที่ครบวงจร ทำให้ผู้เข้ารับบริการมั่นใจได้ทั้งเรื่องความสวยงามและความปลอดภัยในระยะยาว