หน้าเด็กมีลักษณะอย่างไร

นอกจากข้อสงสัยที่ว่าทำไงให้หน้าเด็ก อีกคำถามที่มักมาคู่กันนั่นคือ “หน้าเด็ก” มีลักษณะอย่างไร ซึ่งสามารถสรุปให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ดังนี้ค่ะ
- ผิวหน้าเรียบเนียน รูขุมขนกระชับ มองไม่เห็นริ้วรอย ร่องลึก ฝ้า กระ จุดด่างดำ หรือความหมองคล้ำ
- ผิวหน้าขาวสว่างกระจ่างใส ไม่มีสิว รอยแผลเป็นจากสิว และหลุมสิว ทำให้ใบหน้าดูสะอาด
- ผิวหน้าดูกระชับ เต่งตึง เนียนนุ่ม อิ่มฟูชุ่มชื้น ไม่แห้งกร้านหรือหย่อนคล้อย ปราศจากถุงใต้ตา รอยย่นหน้าผาก รอยตีนกา
- ผิวหน้าดูสดใส ไม่โทรม ออร่าเปล่งประกาย นุ่มละมุนคล้ายกับผิวหน้าเด็ก
- ผิวหน้าอมชมพูดูมีเลือดฝาด แก้มสีแดงระเรื่อเล็กน้อยคล้ายลูกมะเขือเทศ เพราะระบบไหลเวียนเลือดดี ส่งผลให้ผิวสุขภาพดีตามไปด้วย
หน้าเด็กทำไมจึงสำคัญ?
จริง ๆ แล้วการมีหน้าเด็กส่งผลโดยตรงทางด้านจิตวิทยา ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับตนเองซึ่งเป็นเรื่องดีในการใช้ชีวิต เพิ่มโอกาสในการเข้าสังคมได้ง่ายขึ้น เช่น การสมัครงานบางประเภท อีกทั้งคนที่หน้าอ่อนกว่าวัยยังบ่งบอกถึงการเป็นคนมีสุขภาพดีด้วยค่ะ
10 วิธีที่ทำให้หน้าเด็กด้วยวิธีธรรมชาติ
ใคร ๆ ต่างก็อยากหน้าเด็ก จึงขอแนะนำวิธีทำให้หน้าเด็กลงด้วยเคล็ดลับจากธรรมชาติ สามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกคนค่ะ
1. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะสารอาหารกลุ่มโปรตีน วิตามินซี วิตามินอี ไขมันดี โอเมก้า 3 และอาหารที่อัดแน่นไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เพื่อบำรุงผิวให้เกิดความกระจ่างใส ลดการดื่มแอลกอฮอล์ และหลีกเลี่ยงกลุ่มอาหารไขมันสูง เพราะส่งผลเสียต่อผิวและส่งผลต่อความหย่อนคล้อย ริ้วรอยได้ง่ายค่ะ
2. หลีกเลี่ยงของหวาน
ความหวานจากน้ำตาลจะทำให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพได้เร็ว ริ้วรอย ร่องลึก ความหย่อนคล้อยต่าง ๆ จึงเกิดขึ้นง่าย ใบหน้าแก่ก่อนวัย ใครเป็นสายหวานแต่อยากหน้าเด็ก ต้องเริ่มจากลดปริมาณของหวานทันที อีกทั้งการลดทานหวานยังช่วยให้มีสุขภาพดีมากขึ้นด้วยค่ะ
3. ดื่มน้ำอย่างน้อย 2 ลิตร/วัน
เคล็ดลับหน้าเด็กแบบง่าย ๆ ที่ใครก็ทำได้นั่นคือดื่มน้ำอย่างน้อย 8-10 แก้ว หรือประมาณ 2 ลิตร/วัน (ปริมาณน้ำที่เหมาะสมควรคำนวณจากน้ำหนักตัวและกิจกรรมในแต่ละวัน) เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น อิ่มฟู ผิวไม่แห้งกร้าน อันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดริ้วรอยได้ง่าย และเน้นย้ำว่าต้องเป็นน้ำเปล่าเท่านั้นค่ะ
4. การทาครีมกันแดด
แสง UV เป็นอีกตัวการสำคัญที่ทำให้ใบหน้าหมองคล้ำ เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ และยังทำลายคอลลาเจนกับอีลาสตินในชั้นผิว ทำให้ผิวเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ริ้วรอย ร่องลึกเกิดก่อนวัย การทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF50+ PA+++ ขึ้นไป จึงเป็นเกราะป้องกันชั้นดีโดยเฉพาะคนที่ต้องอยู่กลางแจ้งนาน ๆ ค่ะ
5. หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าเป็นประจำ
ทุกครั้งที่คุณแต่งหน้า สารเคมีจากเครื่องสำอางจะสัมผัสกับผิวหน้าอยู่ตลอด ยิ่งใครทำความสะอาดไม่ดีย่อมมีโอกาสเกิดสิวได้ง่าย การปล่อยให้หน้าได้พักบ้างจึงช่วยลดปัญหาสิวได้ระดับหนึ่ง อีกทั้งยังช่วยให้หน้าไม่ถูกใช้งานหนักจนเกิดความเสื่อมโทรมค่ะ
6. ทำความสะอาดใบหน้าให้หมดจด
หากคุณต้องแต่งหน้าเป็นประจำ หลังหมดวันควรเช็ดทำความสะอาดด้วยคลีนซิ่งทุกครั้ง จากนั้นจึงล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้าสูตรที่เหมาะกับผิว เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น เนียนกระชับ ลดการเกิดสิว ริ้วรอย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาหน้าแก่ก่อนวัยค่ะ
7. ไม่แกะหรือบีบสิว
อีกวิธีทำให้หน้าเด็ก คือต้องไม่แกะ หรือบีบสิวเป็นอันขาด เพราะจะทำให้เกิดรอยสิว แผลเป็น และหลุมสิว ซึ่งเป็นอีกต้นเหตุสำคัญของการมีใบหน้าแก่ก่อนวัย ถ้าใครมีปัญหาเรื่องสิวแนะนำให้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพิ่มเติมค่ะ
8. การสครับผลัดเซลล์ผิวหน้า
การสครับเพื่อผลัดเซลล์ผิวเก่าและสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ เผยความเนียนนุ่ม กระจ่างใสให้กับใบหน้า เป็นอีกวิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยให้หน้าเด็กลง แนะนำให้ทำเป็นประจำ 1-2 ครั้ง/สัปดาห์ แต่ถ้าเป็นคนผิวแพ้ง่ายอาจทำเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ก็เพียงพอค่ะ
9. การมาสก์บำรุงผิวหน้า
วิธีหน้าเด็กที่หลายคนนิยมทำนั่นคือ การมาสก์หน้าเพื่อฟื้นฟูบำรุงผิว เติมความชุ่มชื้นได้อย่างล้ำลึก รูขุมขนกระชับ ผลัดเซลล์ผิวเก่า กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ช่วยให้ผิวหายใจได้ดีขึ้น แต่ต้องมาสก์ตามระยะเวลาที่กำหนด อย่าทิ้งไว้ข้ามคืนเพราะจะทำให้ผิวแห้งได้ค่ะ
ที่ BEAMS Plastic Surgery เรามีโปรแกรม Skin Treatment ที่เหมาะกับคนผิวแพ้ ต้องการให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นกว่าเดิม
10. พักผ่อนให้เพียงพอ
ถ้าลองไปถามคนหน้าเด็กว่ามีเคล็ดลับยังไง หนึ่งในวิธีที่พวกเขาจะบอกนั่นคือ การพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6-8 ชม. เพื่อให้เซลล์ผิวได้รับการซ่อมแซม ตื่นเช้ามารู้สึกสดชื่น หน้าไม่โทรม ใต้ตาไม่หมองคล้ำ ทั้งนี้แนะนำเพิ่มเติมว่าควรนอนก่อน 5 ทุ่มค่ะ
8 วิธีที่ทำให้หน้าเด็กด้วยวิธีทางการแพทย์
นอกจากวิธีธรรมชาติแล้ว สำหรับใครที่อยากเห็นผลลัพธ์รวดเร็วขึ้น เช่น ลดหน้าแก่ใน 30 วัน หรือ อ่อนเยาว์ลง 10 ปี ใน 30 วัน การทำหน้าเด็กด้วยวิธีทางการแพทย์ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งมีวิธีที่น่าสนใจ ดังนี้ค่ะ
1. โปรแกรมฟิลเลอร์
โปรแกรมฟิลเลอร์เป็นการฉีดสารไฮยาลูโรนิก แอซิด เพื่อเติมเต็มริ้วรอย ร่องลึกต่าง ๆ ให้ดูตื้นขึ้น ลดความหย่อนคล้อย ยกกระชับผิว และแก้ปัญหาหน้าตอบ ตาโหล เพิ่มความอิ่มฟูบนใบหน้าให้ดูอ่อนกว่าวัย ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 6-18 เดือนค่ะ
2. โปรแกรมโบท็อกซ์
โปรแกรมโบท็อกซ์จะใช้การฉีดสารโบทูลินัม ท็อกซิน เอ กระจายไปหลายจุดบนใบหน้าเพื่อให้กล้ามเนื้อมัดเล็กเกิดการคลายตัว เพิ่มความเรียบเนียนขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ริ้วรอยดูตื้นขึ้น ยกกระชับผิวให้เต่งตึง มีน้ำมีนวล รูขุมขนกระชับ ผลลัพธ์นาน 3-6 เดือนค่ะ
3. โปรแกรมฉีด PRP หน้าใส
อีกตัวช่วยหน้าเด็กต้องยกให้กับโปรแกรม PRP หน้าใส โดยแพทย์นำเลือดในร่างกายของคนไข้มาผ่านกระบวนการปั่นสกัดเพื่อให้ได้เกล็ดเลือดความเข้มข้นสูงจากนั้นจึงฉีดลงบริเวณผิวที่ต้องการแก้ปัญหา ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ผิวหน้าดูสว่างใส ฉ่ำวาว รอยแผลเป็นจากสิว ริ้วรอย จางลง ผิวตึงกระชับมากขึ้น แนะนำให้ฉีดทั้งหมด 3 ครั้ง ห่างกัน 2-4 สัปดาห์ เพื่อให้ผลลัพธ์อยู่ได้ 6-12 เดือนค่ะ
4. โปรแกรม Ulthera Prime
โปรแกรม Ulthera Prime จะใช้เทคโนโลยีคลื่นอัลตราซาวนด์ความถี่สูงส่งผ่านความร้อนลงไปจนถึงผิวชั้น SMAS ด้วยความแม่นยำ แพทย์สามารถมองเห็นชั้นผิวผ่านหน้าจอได้แบบ Real-time กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน เพิ่มความตึงกระชับ เรียบเนียน ลดริ้วรอย ร่องลึก กระเปาะแก้ม ทำให้หน้าเด็กและดูอ่อนเยาว์ เจ็บน้อยกว่าเครื่อง Ulthera แบบเดิม เห็นผลหลังทำ 20-30% และค่อย ๆ ชัดเจนเมื่อผ่านไป 2-3 เดือน อยู่ได้นาน 1-2 ปีค่ะ
5. โปรแกรม OligioX
สำหรับโปรแกรม OligioX แพทย์จะใช้คลื่นวิทยุ (Monopolar RF) ส่งผ่านพลังงานความร้อนลงไปยังผิวชั้นลึกและชั้นไขมัน กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ลดไขมันส่วนเกิน เพิ่มความแน่นกระชับ ขนาดรูขุมขนเล็กลง กรอบหน้าชัดขึ้น เผยผิวเรียบเนียน เจ็บน้อยกว่าเมื่อเทียบกับโปรแกรมอื่น เห็นผลหลังทำ 20-30% และจะดีขึ้นชัดเจนเมื่อผ่านไป 2-3 เดือน ผลลัพธ์นาน 6-12 เดือนค่ะ
6. โปรแกรมร้อยไหม
หากต้องการผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ การร้อยไหมเป็นวิธีทำให้หน้าเด็กลงที่ได้รับความนิยม แพทย์จะใช้ไหมละลายแบบเงี่ยงปลาร้อยเข้าไปใต้ผิวหนังและยกดึงขึ้นเพื่อให้เกิดความตึงกระชับ เพิ่มปริมาณคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ชั้นผิว ลดปัญหากระเปาะแก้ม ความหย่อนคล้อย ปรับกรอบหน้าให้เข้ารูป แต่ทั้งนี้ต้องทำโดยแพทย์ชำนาญการ ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 8-12 เดือนค่ะ
7. ศัลยกรรมยกคิ้วส่องกล้อง
การยกคิ้วส่องกล้องเป็นอีกเทคนิคช่วยให้หน้าเด็กลงได้ แพทย์จะใช้กล่องขนาดจิ๋วส่องผ่านแผลขนาดเล็กบริเวณไรผมเพื่อเลาะ ยก และเย็บผิวชั้น SMAS ลดริ้วรอยหน้าผากและคิ้ว เพิ่มความกระชับเรียบเนียนให้ผิวหน้า แก้หนังตาตก คิ้วตก ใช้เวลาพักฟื้น 7-14 วัน ผลลัพธ์นาน 5-10 ปี และต้องทำโดยแพทย์เฉพาะทางเท่านั้นค่ะ
8. ศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้า
การศัลยกรรมหน้าเด็กด้วยวิธีผ่าตัดดึงหน้า (Facelift) จะเป็นการผ่าตัดดึงผิวชั้น SMAS ให้อยู่ในตำแหน่งเหมาะสม นิยมทำสำหรับคนที่มีปัญหาหย่อนคล้อยทุกชั้นผิว มีร่องแก้ม ร่องน้ำหมากลึก และมีผิวหนังส่วนเกินด้านนอกที่ต้องเอาออก ทั้งนี้หากคนไข้มีผิวที่หย่อนคล้อยเพียงระดับปานกลาง และไม่มีผิวหนังส่วนเกินด้านนอกที่ต้องตัดออก ก็สามารถใช้เทคนิคการส่องกล้องดึงหน้า (Endo-Face Lift) เพื่อลดขนาดแผลเป็น ความเจ็บน้อยกว่า และพักฟื้นไม่นาน ผลลัพธ์นาน 5-10 ปีเช่นกันค่ะ