ฉีดแฟตแล้วแก้มห้อยเกิดจากอะไร
ต้องเข้าใจก่อนว่าการฉีดแฟตแล้วแก้มห้อยในบางคนเกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งสามารถสรุปออกมาได้ ดังนี้ค่ะ
1. ฉีดแฟตแล้วแก้มห้อย จากอายุและสภาพผิวเดิม
ผู้ที่มีอายุมากกว่า 35 ปี หรือสภาพผิวเดิมบอบบาง แนวโน้มการฉีดเมโสแฟตแก้มห้อยมักมีมากกว่าเดิม เพราะคอลลาเจนและเนื้อเยื่อพยุงผิวลดน้อยลงเมื่อเทียบกับวัยหนุ่มสาวค่ะ
2. ฉีดแฟตแล้วแก้มห้อย จากคอลลาเจน-อีลาสตินเสื่อมสภาพ
เมื่ออายุมากขึ้นคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ชั้นผิวเริ่มเสื่อมสภาพและมีปริมาณลดลง ผิวจึงขาดความยืดหยุ่น ไม่เด้งกระชับ ยิ่งถ้าช่วงที่ฉีด Meso Fat มีการสลายของไขมันโอกาสจะเกิดแก้มห้อยหลังฉีดยังมากขึ้นด้วยค่ะ
3. ฉีดแฟตแล้วแก้มห้อย จากการลดไขมันเกินความพอดี
ปกติแล้วหากร่างกายสลายไขมัน ผนังเซลล์ไขมันจะถูกทำลายและขับออกมาตามกลไกปกติ แต่กรณีไขมันถูกสลายจำนวนมากหรือเร็วเกินไปตรงจุดที่ปริมาณเนื้อเยื่อพยุงผิวน้อยอยู่แล้ว อาจส่งผลให้บริเวณดังกล่าวขาดปริมาตรไขมัน ผิวไม่ได้รับการค้ำพยุง เมื่อฉีด Meso Fat จึงทำให้แก้มห้อยย้อยลงมาค่ะ
4. ฉีดแฟตแล้วแก้มห้อย จากผิวขาดการพยุง
ปกติแล้วผิวชั้นบนจะประกอบไปด้วยคอลลาเจน อีลาสติน และชั้นไขมันใต้ผิว แต่พอชั้นไขมันลดลงทำให้ผิวขาดโครงสร้างช่วยพยุงตัว เมื่อฉีดแฟตแก้มเข้าไปก็อาจส่งผลให้แก้มห้อยได้ค่ะ
5. ฉีดแฟตแล้วแก้มห้อย จากเทคนิคและปริมาณการฉีด
การฉีดแฟตแก้มต้องทำหัตถการโดยแพทย์เฉพาะทางและมีประสบการณ์ สามารถกำหนดปริมาณและเลือกจุดที่ฉีดได้ถูกต้อง เพราะถ้าฉีดบริเวณผิดตำแหน่ง หรือปริมาณสารที่ฉีดไม่เหมาะสม อาจทำให้ไขมันสลายตัวมากเกินไป โครงสร้างผิวขาดสมดุลจนเกิดปัญหาแก้มห้อยค่ะ
ฉีดแฟตคืออะไร?
การฉีดแฟต (Fat Dissolving Injection) คือ รูปแบบหนึ่งของหัตถการลดไขมันส่วนเกินเฉพาะจุดแบบไม่ต้องผ่าตัด โดยใช้กรดน้ำดี (Deoxycholic Acid) หรือ สารฟอสฟาติดิลโคลีน (Phosphatidylcholine) และสารประกอบอื่น ๆ เมื่อฉีดแล้วเซลล์ไขมันใต้ผิวจะแตกตัว และถูกขับออกมาตามกระบวนการปกติค่ะ
ฉีดแฟตตรงไหนได้บ้าง?
การฉีดแฟต หรือ Meso Fat นิยมทำบริเวณส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่มีไขมันสะสมเล็กน้อยถึงปานกลาง ได้แก่ แก้ม เหนียงใต้คาง กรอบหน้า ต้นแขน หน้าท้องส่วนบนและล่าง ปีกเอวหรือเอวด้านข้าง รวมถึงต้นขาด้านในด้วยค่ะ
ผลข้างเคียงที่พบบ่อยหลังฉีดแฟต

เป็นเรื่องปกติของการทำหัตถการที่อาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้ ซึ่งอาการที่มักพบบ่อยหลังฉีดแฟต มีดังนี้ค่ะ
1. บวมและช้ำ
บริเวณที่ฉีดอาจมีการอักเสบเล็กน้อย บวมช้ำ หรือรู้สึกตึง ๆ ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาการสลายไขมันของผิว บ่งบอกว่าร่างกายกำลังขับไขมันออกตามธรรมชาติ เมื่อผ่านไป 3-7 วัน อาการจะดีขึ้นตามลำดับค่ะ
2. อาการชา
การฉีดแฟตแก้ม หรือฉีดแฟตบริเวณอื่น ๆ อาจมีอาการชาเล็กน้อยหลังฉีด เพราะเส้นประสาทผิวเกิดการระคายเคืองจากการถูกกดและสารที่ไหลผ่านเข้าไป ซึ่งจะค่อย ๆ หายเองค่ะ
3. ผิวเป็นก้อนหรือไม่เรียบเนียน
เกิดจากปริมาณสารที่ฉีดกระจายไม่ทั่ว หรือมีเทคนิคการฉีดไม่ดี เมื่อฉีดแล้วไขมันจึงสลายแบบไม่สม่ำเสมอ เกิดก้อนเล็ก ๆ ขึ้นบางจุดจนผิวไม่เรียบเนียน โดยแพทย์จะปรับจุดฉีดและปริมาณสารในครั้งถัดไปค่ะ
4. ฉีดแฟตแล้วแก้มห้อย
ฉีดแฟตแล้วแก้มห้อยเกิดจากอายุมากขึ้น ผิวขาดคอลลาเจนและอีลาสติน ไม่ยืดหยุ่น เมื่อฉีดเข้าไปจึงทำให้ไขมันใต้ผิวลดลง โครงสร้างผิวขาดการพยุงตัว แก้มจึงห้อยย้อยลงมาค่ะ
5. ผิวหย่อนคล้อยในจุดอื่น
คนไข้บางรายเมื่อฉีดแฟตแล้วไม่ได้มีปัญหาแก้มห้อยแต่กลับเกิดการหย่อนคล้อยจุดอื่นเนื่องจากชั้นไขมันหายไป โครงสร้างผิวขาดการพยุงตัว มักเกิดกับคนอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป หรือคนมีผิวบางค่ะ
วิธีป้องกันอย่างไรไม่ให้ฉีดแฟตแล้วแก้มห้อย
- เข้าใจกลไกการทำงานของการฉีดแฟตแก้ม หากอายุมากหรือไขมันลดลงเยอะก็อาจหย่อนคล้อยได้
- กำหนดปริมาณยาให้เหมาะสมในการฉีดแต่ละครั้ง และเว้นช่วงเวลาให้ผิวได้ฟื้นฟู
- ประเมินสภาพผิวทุกครั้งก่อนทำโดยแพทย์เฉพาะทาง
- เพิ่มความกระชับผิว เช่น ทำโปรแกรมหัตถการอื่น ๆ ควบคู่กัน การทาครีมบำรุง หรือนวดเบา ๆ
- ทำโดยแพทย์เฉพาะทาง และใช้ตัวยาแท้เท่านั้น
- หลังฉีดเมโสแฟตแก้มห้ามทำพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจส่งผลให้แก้มห้อยได้ เช่น นอนคว่ำหน้านานๆ, ดื่มแอลกอฮอล์, สัมผัสแสงแดดจัด, ออกกำลังกายหนักเกินไป, อยู่ในที่ที่มีความร้อนสูง เช่น ซาวน่า
ฉีดแฟตแล้วแก้มห้อยแก้อย่างไร?
1. การฉีดกระตุ้นคอลลาเจน
การฉีดกระตุ้นคอลลาเจนจะช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายใน กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่เพื่อให้ร่างกายตอบสนองได้อย่างต่อเนื่อง ผิวยืดหยุ่น เด้งกระชับแบบค่อยเป็นค่อยไปค่ะ
ข้อดี: ผิวจะค่อย ๆ ดูกระชับ ยืดหยุ่น เนียนเด้งขึ้นเมื่อผ่านไป 2-3 เดือน และยังสามารถให้ผลลัพธ์ที่ยาวนาน 1.5 – 2 ปี ด้วยค่ะ
2. การฉีดโปรแกรมฟิลเลอร์
การฉีดโปรแกรมฟิลเลอร์ลงไปใต้ผิวชั้นลึกจะช่วยเติมเต็มไขมันใต้ชั้นผิวที่หายไป โครงสร้างผิวจึงยังมีตัวพยุงให้ยึดเกาะ แก้มไม่ห้อยย้อยลงมาค่ะ
ข้อดี: สารไฮยาลูโรนิก แอซิด จะเข้าไปเติมเต็มเซลล์ไขมันที่หายไป นอกจากแก้มไม่ห้อยแล้วยังเพิ่มความอิ่มฟู กรอบหน้าชัด ปรับรูปหน้าให้สมดุลด้วยค่ะ
3. โปรแกรม HIFU
เป็นการส่งคลื่นเสียงอัลตราซาวนด์ความถี่สูงลงไปยังผิวชั้น SMAS เพื่อกระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสติน ดึงโครงสร้างผิวให้ตึง เนียนกระชับมากขึ้นโดยไม่ต้องพักฟื้นค่ะ
ข้อดี: ผิวได้รับการยกกระชับจากชั้นลึก ใบหน้าเรียว แก้มตึง กรอบหน้าคมได้สัดส่วน สามารถเห็นผลลัพธ์ 20-30% หลังทำ และจะดีขึ้นต่อเนื่องเมื่อผ่านไป 2-3 เดือน อยู่ได้นาน 6-12 เดือนค่ะ
4. โปรแกรม Ulthera Prime
โปรแกรม Ulthera prime เป็นอีกวิธีแก้ปัญหาฉีดแฟตแล้วแก้มห้อย โดยแพทย์จะใช้คลื่นเสียงอัลตราซาวนด์ความถี่สูงส่งผ่านลงไปจนถึงผิวชั้น SMAS เจ็บน้อยกว่าการทำ Ulthera แบบเก่า มองเห็นชั้นผิวแบบเรียลไทม์ จึงให้ผลลัพธ์น่าพึงพอใจค่ะ
ข้อดี: คอลลาเจนและอีลาสตินใต้ชั้นผิวจะได้รับการสร้างขึ้นมาใหม่เพื่อทดแทนช่องว่างไขมันที่หายไป ผิวจึงเนียนกระชับ เต่งตึง ดูเฟิร์มขึ้น เห็นผลหลังทำ 20-30% และจะดีขึ้นต่อเนื่องเมื่อผ่านไป 2-3 เดือน อยู่ได้นาน 1-2 ปีค่ะ
5. โปรแกรม Ultraformer
แพทย์จะใช้คลื่นเสียงอัลตราซาวนด์ความถี่สูงส่งผ่านพลังงานลงลึกถึงผิวชั้น SMAS เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ผิวเกิดการหดตัว ยกกระชับขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัดค่ะ
ข้อดี: คอลลาเจนถูกสร้างขึ้นมาใหม่เพื่อเป็นตัวช่วยพยุงโครงสร้างผิว ทำให้ผิวดูเฟิร์มแน่น เนียนกระชับ กรอบหน้าคมขึ้น และไม่เสียเวลาพักฟื้น เห็นผลหลังทำ 20-30% และจะดีขึ้นเมื่อผ่านไป 2-3 เดือน อยู่ได้นาน 6-12 เดือนค่ะ
6. โปรแกรม Thermage
เป็นการใช้พลังงานคลื่นวิทยุ (Radio Frequency) ส่งลงไปยังผิวชั้นลึกและชั้นไขมันเพื่อให้เกิดการหดตัวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมา เหมาะกับทุกสภาพผิวและสีผิวค่ะ
ข้อดี: ช่วยยกกระชับผิวให้ดูเนียนเด้ง อิ่มฟู ลดปัญหาแก้มย้อยแบบไม่ต้องผ่าตัด ไม่เสียเวลาพักฟื้น และยังทำให้ผลลัพธ์การฉีดแฟตแก้มชัดขึ้น อยู่ได้นาน 12-18 เดือนค่ะ
7. โปรแกรม OligioX
ในการทำ OligioX แพทย์จะใช้เทคโนโลยีคลื่นวิทยุ (Monopolar RF) ส่งผ่านพลังงานไปยังผิวชั้นหนังแท้และชั้นไขมัน ผิวเกิดการหดตัวยกกระชับควบคู่กับการสร้างคอลลาเจนค่ะ
ข้อดี: ผิวดูตึงกระชับแข็งแรงขึ้นต่อเนื่องหลังทำ 2-3 เดือน ลดความหย่อนคล้อย ห้อยย้อยของแก้ม เหมาะกับทุกสภาพผิว อยู่ได้นาน 6-12 เดือนค่ะ
8. โปรแกรมร้อยไหม
โปรแกรมร้อยไหมเป็นอีกวิธีแก้ปัญหาฉีดแฟตแล้วแก้มห้อย แพทย์จะใช้ไหมละลายแบบมีเงี่ยงเพื่อเกี่ยวดึงผิวให้ตึง อีกทั้งคอลลาเจนยังถูกสร้างขึ้นรอบเส้นไหมเพิ่มความกระชับด้วยค่ะ
ข้อดี: เห็นผลได้ดีหลังทำ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเพื่อช่วยให้ผิวแข็งแรงในระยะยาว ผิวยืดหยุ่น เนียนกระชับตามแผนการรักษา ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 8 เดือน – 1 ปีค่ะ
9. ศัลยกรรมส่องกล้องดึงหน้า
วิธีการทำส่องกล้องดึงหน้า แพทย์จะสอดกล้องขนาดเล็กลงไปบริเวณไรผมเพื่อเลาะ ดึง และเย็บเนื้อเยื่อบริเวณผิวชั้น SMAS ที่หย่อนคล้อยลงมา กรอบหน้าชัดขึ้น พักฟื้นแค่ 1-2 สัปดาห์ ก็ใช้ชีวิตได้ปกติค่ะ
ข้อดี: แก้มและใบหน้าดูเนียนกระชับแบบธรรมชาติ แก้ปัญหาถูกจุด ใช้เวลาพักฟื้นน้อย ขนาดแผลเล็กมาก ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 5-10 ปีค่ะ
10. ศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้า
หากปัญหาเมโสแฟตแก้มห้อยอยู่ในระดับรุนแรง แพทย์มักแนะนำให้ใช้วิธีศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้า โดยจะทำการผ่าตัดบริเวณผิวชั้น SMAS ดึง เย็บผิวส่วนที่หย่อนคล้อย จากนั้นตัดผิวหนังและไขมันส่วนเกินออก ใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 7-14 วันค่ะ
ข้อดี: เป็นวิธีแก้ปัญหาที่เห็นผลน่าพึงพอใจ ผิวยกกระชับ เนียนเด้ง อิ่มฟู ปรับรูปหน้าให้คมชัด แลดูอ่อนกว่าวัย ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 5-10 ปีค่ะ