ฉีดแฟตแล้วแก้มห้อย คืออะไร พร้อมวิธีแก้ไขและการป้องกัน

ฉีดแฟตแล้วแก้มห้อย

เมื่อเริ่มสังเกตเห็นใบหน้าหย่อนคล้อย แก้มห้อย กรอบหน้าไม่ชัด การฉีดแฟตแก้มเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยม แต่สิ่งที่ตามมาสำหรับบางคนนั่นคือ “ฉีดแฟตแล้วแก้มห้อย” แก้มหย่อน กลายเป็นความสงสัยว่าเกิดจากสาเหตุอะไร? มีวิธีแก้และการป้องกันอย่างไรบ้าง? มาศึกษาข้อมูลเหล่านี้เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกันเลยค่ะ

Key Takeaway

  • ฉีดแฟตแล้วแก้มห้อยเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น ไขมันใต้ชั้นผิวลดลงเร็วเกินไป โครงสร้างผิวขาดการพยุงตัว อายุที่มากขึ้น คอลลาเจนและอีลาสตินเสื่อมสภาพ รวมถึงเทคนิคและปริมาณยาที่ใช้ไม่เหมาะสม
  • การฉีดแฟต คือ รูปแบบหนึ่งของหัตถการลดไขมันส่วนเกินเฉพาะจุดแบบไม่ต้องผ่าตัด โดยใช้สารที่มีส่วนประกอบของกรดน้ำดี และสารประกอบอื่น ๆ เมื่อฉีดแล้วเซลล์ไขมันใต้ผิวจะแตกตัว และถูกขับออกมาตามกระบวนการปกติ
  • การฉีดแฟต หรือ Meso Fat นิยมทำบริเวณส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่มีไขมันสะสมเล็กน้อยถึงปานกลาง ได้แก่ แก้ม เหนียงใต้คาง กรอบหน้า ต้นแขน หน้าท้องส่วนบนและล่าง ปีกเอวหรือเอวด้านข้าง รวมถึงต้นขาด้านใน
  • หากฉีดแฟตแล้วแก้มห้อยสามารถแก้ไขได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ เช่น โปรแกรม Ulthera, Ultraformer, HIFU, Thermage, OligioX, ร้อยไหม, ฟิลเลอร์, ส่องกล้องดึงหน้า ไปจนถึงการผ่าตัดดึงหน้า เป็นต้น
เลือกอ่านตามหัวข้อ

ฉีดแฟตแล้วแก้มห้อยเกิดจากอะไร

ต้องเข้าใจก่อนว่าการฉีดแฟตแล้วแก้มห้อยในบางคนเกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งสามารถสรุปออกมาได้ ดังนี้ค่ะ

1. ฉีดแฟตแล้วแก้มห้อย จากอายุและสภาพผิวเดิม

ผู้ที่มีอายุมากกว่า 35 ปี หรือสภาพผิวเดิมบอบบาง แนวโน้มการฉีดเมโสแฟตแก้มห้อยมักมีมากกว่าเดิม เพราะคอลลาเจนและเนื้อเยื่อพยุงผิวลดน้อยลงเมื่อเทียบกับวัยหนุ่มสาวค่ะ

2. ฉีดแฟตแล้วแก้มห้อย จากคอลลาเจน-อีลาสตินเสื่อมสภาพ

เมื่ออายุมากขึ้นคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ชั้นผิวเริ่มเสื่อมสภาพและมีปริมาณลดลง ผิวจึงขาดความยืดหยุ่น ไม่เด้งกระชับ ยิ่งถ้าช่วงที่ฉีด Meso Fat มีการสลายของไขมันโอกาสจะเกิดแก้มห้อยหลังฉีดยังมากขึ้นด้วยค่ะ

3. ฉีดแฟตแล้วแก้มห้อย จากการลดไขมันเกินความพอดี

ปกติแล้วหากร่างกายสลายไขมัน ผนังเซลล์ไขมันจะถูกทำลายและขับออกมาตามกลไกปกติ แต่กรณีไขมันถูกสลายจำนวนมากหรือเร็วเกินไปตรงจุดที่ปริมาณเนื้อเยื่อพยุงผิวน้อยอยู่แล้ว อาจส่งผลให้บริเวณดังกล่าวขาดปริมาตรไขมัน ผิวไม่ได้รับการค้ำพยุง เมื่อฉีด Meso Fat จึงทำให้แก้มห้อยย้อยลงมาค่ะ

4. ฉีดแฟตแล้วแก้มห้อย จากผิวขาดการพยุง

ปกติแล้วผิวชั้นบนจะประกอบไปด้วยคอลลาเจน อีลาสติน และชั้นไขมันใต้ผิว แต่พอชั้นไขมันลดลงทำให้ผิวขาดโครงสร้างช่วยพยุงตัว เมื่อฉีดแฟตแก้มเข้าไปก็อาจส่งผลให้แก้มห้อยได้ค่ะ

5. ฉีดแฟตแล้วแก้มห้อย จากเทคนิคและปริมาณการฉีด

การฉีดแฟตแก้มต้องทำหัตถการโดยแพทย์เฉพาะทางและมีประสบการณ์ สามารถกำหนดปริมาณและเลือกจุดที่ฉีดได้ถูกต้อง เพราะถ้าฉีดบริเวณผิดตำแหน่ง หรือปริมาณสารที่ฉีดไม่เหมาะสม อาจทำให้ไขมันสลายตัวมากเกินไป โครงสร้างผิวขาดสมดุลจนเกิดปัญหาแก้มห้อยค่ะ

ฉีดแฟตคืออะไร?

การฉีดแฟต (Fat Dissolving Injection) คือ รูปแบบหนึ่งของหัตถการลดไขมันส่วนเกินเฉพาะจุดแบบไม่ต้องผ่าตัด โดยใช้กรดน้ำดี (Deoxycholic Acid) หรือ สารฟอสฟาติดิลโคลีน (Phosphatidylcholine) และสารประกอบอื่น ๆ เมื่อฉีดแล้วเซลล์ไขมันใต้ผิวจะแตกตัว และถูกขับออกมาตามกระบวนการปกติค่ะ

ฉีดแฟตตรงไหนได้บ้าง?

การฉีดแฟต หรือ Meso Fat นิยมทำบริเวณส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่มีไขมันสะสมเล็กน้อยถึงปานกลาง ได้แก่ แก้ม เหนียงใต้คาง กรอบหน้า ต้นแขน หน้าท้องส่วนบนและล่าง ปีกเอวหรือเอวด้านข้าง รวมถึงต้นขาด้านในด้วยค่ะ

ผลข้างเคียงที่พบบ่อยหลังฉีดแฟต

ผลข้างเคียงหลังฉีดแฟต

เป็นเรื่องปกติของการทำหัตถการที่อาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้ ซึ่งอาการที่มักพบบ่อยหลังฉีดแฟต มีดังนี้ค่ะ

1. บวมและช้ำ

บริเวณที่ฉีดอาจมีการอักเสบเล็กน้อย บวมช้ำ หรือรู้สึกตึง ๆ ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาการสลายไขมันของผิว บ่งบอกว่าร่างกายกำลังขับไขมันออกตามธรรมชาติ เมื่อผ่านไป 3-7 วัน อาการจะดีขึ้นตามลำดับค่ะ

2. อาการชา

การฉีดแฟตแก้ม หรือฉีดแฟตบริเวณอื่น ๆ อาจมีอาการชาเล็กน้อยหลังฉีด เพราะเส้นประสาทผิวเกิดการระคายเคืองจากการถูกกดและสารที่ไหลผ่านเข้าไป ซึ่งจะค่อย ๆ หายเองค่ะ

3. ผิวเป็นก้อนหรือไม่เรียบเนียน

เกิดจากปริมาณสารที่ฉีดกระจายไม่ทั่ว หรือมีเทคนิคการฉีดไม่ดี เมื่อฉีดแล้วไขมันจึงสลายแบบไม่สม่ำเสมอ เกิดก้อนเล็ก ๆ ขึ้นบางจุดจนผิวไม่เรียบเนียน โดยแพทย์จะปรับจุดฉีดและปริมาณสารในครั้งถัดไปค่ะ 

4. ฉีดแฟตแล้วแก้มห้อย

ฉีดแฟตแล้วแก้มห้อยเกิดจากอายุมากขึ้น ผิวขาดคอลลาเจนและอีลาสติน ไม่ยืดหยุ่น เมื่อฉีดเข้าไปจึงทำให้ไขมันใต้ผิวลดลง โครงสร้างผิวขาดการพยุงตัว แก้มจึงห้อยย้อยลงมาค่ะ

5. ผิวหย่อนคล้อยในจุดอื่น

คนไข้บางรายเมื่อฉีดแฟตแล้วไม่ได้มีปัญหาแก้มห้อยแต่กลับเกิดการหย่อนคล้อยจุดอื่นเนื่องจากชั้นไขมันหายไป โครงสร้างผิวขาดการพยุงตัว มักเกิดกับคนอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป หรือคนมีผิวบางค่ะ

วิธีป้องกันอย่างไรไม่ให้ฉีดแฟตแล้วแก้มห้อย

  • เข้าใจกลไกการทำงานของการฉีดแฟตแก้ม หากอายุมากหรือไขมันลดลงเยอะก็อาจหย่อนคล้อยได้
  • กำหนดปริมาณยาให้เหมาะสมในการฉีดแต่ละครั้ง และเว้นช่วงเวลาให้ผิวได้ฟื้นฟู
  • ประเมินสภาพผิวทุกครั้งก่อนทำโดยแพทย์เฉพาะทาง
  • เพิ่มความกระชับผิว เช่น ทำโปรแกรมหัตถการอื่น ๆ ควบคู่กัน การทาครีมบำรุง หรือนวดเบา ๆ
  • ทำโดยแพทย์เฉพาะทาง และใช้ตัวยาแท้เท่านั้น
  • หลังฉีดเมโสแฟตแก้มห้ามทำพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจส่งผลให้แก้มห้อยได้ เช่น นอนคว่ำหน้านานๆ, ดื่มแอลกอฮอล์, สัมผัสแสงแดดจัด, ออกกำลังกายหนักเกินไป, อยู่ในที่ที่มีความร้อนสูง เช่น ซาวน่า

ฉีดแฟตแล้วแก้มห้อยแก้อย่างไร?

1. การฉีดกระตุ้นคอลลาเจน

การฉีดกระตุ้นคอลลาเจนจะช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายใน กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่เพื่อให้ร่างกายตอบสนองได้อย่างต่อเนื่อง ผิวยืดหยุ่น เด้งกระชับแบบค่อยเป็นค่อยไปค่ะ

ข้อดี: ผิวจะค่อย ๆ ดูกระชับ ยืดหยุ่น เนียนเด้งขึ้นเมื่อผ่านไป 2-3 เดือน  และยังสามารถให้ผลลัพธ์ที่ยาวนาน 1.5 – 2 ปี ด้วยค่ะ

2. การฉีดโปรแกรมฟิลเลอร์

การฉีดโปรแกรมฟิลเลอร์ลงไปใต้ผิวชั้นลึกจะช่วยเติมเต็มไขมันใต้ชั้นผิวที่หายไป โครงสร้างผิวจึงยังมีตัวพยุงให้ยึดเกาะ แก้มไม่ห้อยย้อยลงมาค่ะ

ข้อดี: สารไฮยาลูโรนิก แอซิด จะเข้าไปเติมเต็มเซลล์ไขมันที่หายไป นอกจากแก้มไม่ห้อยแล้วยังเพิ่มความอิ่มฟู กรอบหน้าชัด ปรับรูปหน้าให้สมดุลด้วยค่ะ

3. โปรแกรม HIFU

เป็นการส่งคลื่นเสียงอัลตราซาวนด์ความถี่สูงลงไปยังผิวชั้น SMAS เพื่อกระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสติน ดึงโครงสร้างผิวให้ตึง เนียนกระชับมากขึ้นโดยไม่ต้องพักฟื้นค่ะ

ข้อดี: ผิวได้รับการยกกระชับจากชั้นลึก ใบหน้าเรียว แก้มตึง กรอบหน้าคมได้สัดส่วน สามารถเห็นผลลัพธ์ 20-30% หลังทำ และจะดีขึ้นต่อเนื่องเมื่อผ่านไป 2-3 เดือน อยู่ได้นาน 6-12 เดือนค่ะ

4. โปรแกรม Ulthera Prime

โปรแกรม Ulthera prime เป็นอีกวิธีแก้ปัญหาฉีดแฟตแล้วแก้มห้อย โดยแพทย์จะใช้คลื่นเสียงอัลตราซาวนด์ความถี่สูงส่งผ่านลงไปจนถึงผิวชั้น SMAS เจ็บน้อยกว่าการทำ Ulthera แบบเก่า มองเห็นชั้นผิวแบบเรียลไทม์ จึงให้ผลลัพธ์น่าพึงพอใจค่ะ

ข้อดี: คอลลาเจนและอีลาสตินใต้ชั้นผิวจะได้รับการสร้างขึ้นมาใหม่เพื่อทดแทนช่องว่างไขมันที่หายไป ผิวจึงเนียนกระชับ เต่งตึง ดูเฟิร์มขึ้น เห็นผลหลังทำ 20-30% และจะดีขึ้นต่อเนื่องเมื่อผ่านไป 2-3 เดือน อยู่ได้นาน 1-2 ปีค่ะ

5. โปรแกรม Ultraformer

แพทย์จะใช้คลื่นเสียงอัลตราซาวนด์ความถี่สูงส่งผ่านพลังงานลงลึกถึงผิวชั้น SMAS เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ผิวเกิดการหดตัว ยกกระชับขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัดค่ะ

ข้อดี: คอลลาเจนถูกสร้างขึ้นมาใหม่เพื่อเป็นตัวช่วยพยุงโครงสร้างผิว ทำให้ผิวดูเฟิร์มแน่น เนียนกระชับ กรอบหน้าคมขึ้น และไม่เสียเวลาพักฟื้น เห็นผลหลังทำ 20-30% และจะดีขึ้นเมื่อผ่านไป 2-3 เดือน อยู่ได้นาน 6-12 เดือนค่ะ

6. โปรแกรม Thermage

เป็นการใช้พลังงานคลื่นวิทยุ (Radio Frequency) ส่งลงไปยังผิวชั้นลึกและชั้นไขมันเพื่อให้เกิดการหดตัวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมา เหมาะกับทุกสภาพผิวและสีผิวค่ะ

ข้อดี: ช่วยยกกระชับผิวให้ดูเนียนเด้ง อิ่มฟู ลดปัญหาแก้มย้อยแบบไม่ต้องผ่าตัด ไม่เสียเวลาพักฟื้น และยังทำให้ผลลัพธ์การฉีดแฟตแก้มชัดขึ้น อยู่ได้นาน 12-18 เดือนค่ะ

7. โปรแกรม OligioX

ในการทำ OligioX แพทย์จะใช้เทคโนโลยีคลื่นวิทยุ (Monopolar RF) ส่งผ่านพลังงานไปยังผิวชั้นหนังแท้และชั้นไขมัน ผิวเกิดการหดตัวยกกระชับควบคู่กับการสร้างคอลลาเจนค่ะ 

ข้อดี: ผิวดูตึงกระชับแข็งแรงขึ้นต่อเนื่องหลังทำ 2-3 เดือน ลดความหย่อนคล้อย ห้อยย้อยของแก้ม เหมาะกับทุกสภาพผิว อยู่ได้นาน 6-12 เดือนค่ะ

8. โปรแกรมร้อยไหม

โปรแกรมร้อยไหมเป็นอีกวิธีแก้ปัญหาฉีดแฟตแล้วแก้มห้อย แพทย์จะใช้ไหมละลายแบบมีเงี่ยงเพื่อเกี่ยวดึงผิวให้ตึง อีกทั้งคอลลาเจนยังถูกสร้างขึ้นรอบเส้นไหมเพิ่มความกระชับด้วยค่ะ

ข้อดี: เห็นผลได้ดีหลังทำ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเพื่อช่วยให้ผิวแข็งแรงในระยะยาว ผิวยืดหยุ่น เนียนกระชับตามแผนการรักษา ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 8 เดือน – 1 ปีค่ะ

9. ศัลยกรรมส่องกล้องดึงหน้า

วิธีการทำส่องกล้องดึงหน้า แพทย์จะสอดกล้องขนาดเล็กลงไปบริเวณไรผมเพื่อเลาะ ดึง และเย็บเนื้อเยื่อบริเวณผิวชั้น SMAS ที่หย่อนคล้อยลงมา กรอบหน้าชัดขึ้น พักฟื้นแค่ 1-2 สัปดาห์ ก็ใช้ชีวิตได้ปกติค่ะ

ข้อดี: แก้มและใบหน้าดูเนียนกระชับแบบธรรมชาติ แก้ปัญหาถูกจุด ใช้เวลาพักฟื้นน้อย ขนาดแผลเล็กมาก ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 5-10 ปีค่ะ 

10. ศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้า

หากปัญหาเมโสแฟตแก้มห้อยอยู่ในระดับรุนแรง แพทย์มักแนะนำให้ใช้วิธีศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้า โดยจะทำการผ่าตัดบริเวณผิวชั้น SMAS ดึง เย็บผิวส่วนที่หย่อนคล้อย จากนั้นตัดผิวหนังและไขมันส่วนเกินออก ใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 7-14 วันค่ะ

ข้อดี: เป็นวิธีแก้ปัญหาที่เห็นผลน่าพึงพอใจ ผิวยกกระชับ เนียนเด้ง อิ่มฟู ปรับรูปหน้าให้คมชัด แลดูอ่อนกว่าวัย ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 5-10 ปีค่ะ

สรุปบทความ

แม้ปกติหลังฉีดแฟตแก้มมักมีข้อห้ามไม่ให้ทำพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาน่าพึงพอใจ แต่การฉีดแฟตแล้วแก้มห้อยก็ยังสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งอายุที่มากขึ้น คอลลาเจนและอีลาสตินเสื่อมสภาพ โครงสร้างผิวขาดการพยุงตัว ไปจนถึงเทคนิคและปริมาณที่ใช้ ซึ่งวิธีแก้ไขแนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินและเลือกหัตถการที่เหมาะสม เช่น โปรแกรม Ulthera โปรแกรมดึงหน้าเพื่อแก้ปัญหาหน้าหย่อนคล้อยหลังฉีดแฟต โปรแกรมลดแก้มและยกกระชับด้วยเทคนิคร้อยไหม เป็นต้น

หากคุณเองกำลังเจอปัญหาแก้มห้อยจากการฉีดเมโสแฟตผิดพลาด ต้องการยกกระชับแก้มห้อยด้วยเครื่องยกกระชับหน้าที่มีประสิทธิภาพ ที่ BEAMS Plastic Surgery พร้อมดูแลโดยแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรม มีการวิเคราะห์ปัญหาเพื่อเลือกหัตถการที่เหมาะสม หากสนใจติดต่อได้ทุกช่องทาง Line Official : @beamss หรือคลิกเพื่อติดต่อกับแพทย์ของเราค่ะ

อ้างอิง

คำถามที่พบบ่อย

ฉีดแฟตแล้วแก้มห้อยเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น ไขมันหายมากเกินไปทำให้โครงสร้างผิวขาดการพยุงตัว อายุที่มากขึ้น คอลลาเจนและอีลาสตินเสื่อมสภาพ รวมถึงเทคนิคและปริมาณที่ใช้ไม่เหมาะสมค่ะ

คนที่ฉีดแฟตแล้วไม่แก้มห้อยอาจมาจากผิวหน้าเดิมยังเต่งตึง อายุไม่มากเกินไป และดำเนินการโดยแพทย์เฉพาะทางค่ะ

สามารถทำได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ เช่น โปรแกรม Ulthera, Ultraformer, HIFU, Thermage, OligioX, ร้อยไหม, ฟิลเลอร์, ส่องกล้องดึงหน้า ไปจนถึงการผ่าตัดดึงหน้าค่ะ

สามารถทำได้เบื้องต้นด้วยการประเมินสภาพผิวหน้าของตนเองโดยแพทย์เฉพาะทางก่อนฉีดแฟตแก้ม ซึ่งแพทย์จะปรับปริมาณและกำหนดจุดที่เหมาะสม ควบคู่กับการทำหัตถการยกกระชับค่ะ

หมอแป้ง

บทความโดย : พญ.พุทธรักษา พุ่มเจริญ (หมอแป้ง)

แพทย์ผิวหนัง (ว.44362)

โปรโมชั่นวันนี้
LINE
กรอกข้อมูล ให้เราติดต่อกลับ
บทความที่เกี่ยวข้อง