รอยช้ำ คืออะไร? เกิดจากอะไรได้บ้าง?
รอยช้ำ คือภาวะที่เส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังแตกและมีเลือดคั่งอยู่ใต้ผิว ทำให้เกิดรอยสีแดง ม่วง หรือน้ำตาลบนผิวหนัง รอยช้ำมักเกิดจากการกระแทก การบาดเจ็บ การผ่าตัดบางประเภทและการทำหัตถการทางการแพทย์ ซึ่งสามารถดูแลแผลและรอยช้ำหลังทำหน้าให้ฟื้นตัวได้เร็วหากเข้าใจวิธีลดรอยช้ำที่ถูกต้องค่ะ
ระยะเวลาและสีของรอยช้ำ บอกอะไร?

สีของรอยช้ำสามารถบ่งบอกระยะการฟื้นตัวของร่างกายได้ โดยสีที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเกิดจากกระบวนการสลายและดูดซึมเลือดที่คั่งอยู่ใต้ผิวหนังตามรายละเอียดต่อไปนี้ค่ะ
- สีแดงสด (0-2 วัน) เป็นระยะเริ่มต้นที่เลือดเพิ่งออกจากเส้นเลือดฝอยและยังมีออกซิเจนอยู่ในปริมาณสูง
- สีน้ำเงินหรือม่วงเข้ม (2-5 วัน) เลือดที่คั่งอยู่ใต้ผิวเริ่มสูญเสียออกซิเจน ทำให้สีของรอยช้ำเข้มขึ้นกว่าช่วงแรก
- สีเขียว (5-10 วัน) ร่างกายเริ่มสลายฮีโมโกลบินในเลือดและเปลี่ยนเป็นสารที่เรียกว่า Biliverdin ทำให้รอยช้ำมีสีเขียว
- สีเหลืองหรือน้ำตาล (10-14 วัน) เป็นช่วงท้ายของการฟื้นตัว ร่างกายกำลังดูดซึมเลือดกลับเข้าสู่ระบบจนรอยช้ำค่อย ๆ จางหายไป
- รอยช้ำจางลงจนใกล้เคียงสีผิวปกติ แสดงว่ากระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อใกล้เสร็จสมบูรณ์ และรอยช้ำกำลังหายเป็นปกติค่ะ
ประคบเย็น vs ประคบร้อน เลือกแบบไหนดี?
วิธีทำให้รอยช้ำหายเร็ว ควรเลือกให้เหมาะกับช่วงเวลาหลังเกิดรอยช้ำค่ะ หากหน้าช้ำประคบเย็นในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรกเพื่อลดเลือดออกใต้ผิวหนัง หลังจากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นประคบร้อนเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและช่วยให้รอยช้ำจางเร็วขึ้นค่ะ อย่างไรก็ตามบางคลินิกอาจมีคำแนะนำว่าควรประคบเย็นรอยช้ำอย่างไร รวมถึงมีบริการประคบเย็นหรือเลเซอร์ลดช้ำให้ฟรีหลังทำการดึงหน้าค่ะ
7 วิธีทำให้รอยช้ำหายเร็ว
การดูแลรอยช้ำอย่างเหมาะสมตั้งแต่ช่วงแรกสามารถช่วยลดอาการบวมและเร่งการฟื้นตัวของผิวได้ โดยเฉพาะ 7 วิธีรักษารอยช้ำให้หายไวต่อไปนี้ค่ะ
1. ประคบเย็น
การประคบเย็นภายใน 24-48 ชั่วโมงแรกช่วยลดเลือดออกใต้ผิวหนังและลดอาการบวมได้ ปัจจุบันบางคลินิกยังมีเครื่องมือช่วยให้รอยช้ำจางลงเร็ว ๆ หลังทำหัตถการ เพื่อช่วยลดระยะเวลาการฟื้นตัวอีกด้วยค่ะ
2. ประคบร้อน
หลังผ่านช่วง 48 ชั่วโมงแรก การประคบร้อนจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและเร่งการสลายของเลือดที่คั่งอยู่ใต้ผิว จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีรักษารอยช้ำที่นิยมใช้ในระยะฟื้นตัวค่ะ
3. ยกให้สูง
การยกบริเวณที่มีรอยช้ำให้สูงกว่าระดับหัวใจจะช่วยลดการคั่งของเลือดและของเหลวใต้ผิวหนังค่ะ เป็นอีกหนึ่งวิธีแก้รอยช้ำม่วง ที่สามารถทำได้ง่ายตั้งแต่วันแรกที่เกิดรอยช้ำค่ะ
4. พันรอยช้ำ
การใช้ผ้ายืดพันบริเวณที่เกิดรอยช้ำอย่างเหมาะสมสามารถช่วยลดอาการบวมและลดการกระจายของเลือดใต้ผิวได้ โดยเฉพาะในกรณีของการรักษารอยฟกช้ำสีม่วงบริเวณแขนหรือขาค่ะ
5. ทาเจลว่านหางจระเข้
ว่านหางจระเข้มีคุณสมบัติช่วยปลอบประโลมผิวและลดการอักเสบได้ จึงมักถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผิวหรือทรีตเมนต์ลดบวมลดช้ำหลังเกิดรอยช้ำค่ะ
6. พอกรอยช้ำด้วยดินสอพอง
ดินสอพองเป็นภูมิปัญญาที่นิยมใช้เพื่อลดความร้อนและความรู้สึกระคายเคืองบริเวณผิว แม้จะไม่ใช่วิธีแก้รอยช้ำโดยตรง แต่บางคนเชื่อว่าสามารถช่วยให้รู้สึกสบายผิวมากขึ้นค่ะ
7. ทานสับปะรด หรือพอกรอยช้ำ
สับปะรดถูกยกให้เป็นวิตามินแก้รอยช้ำเพราะมีเอนไซม์โบรมีเลน (Bromelain) ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการฟื้นฟูของร่างกายค่ะ จึงมักถูกแนะนำให้เป็นอาหารแก้รอยช้ำที่นำมารับประทานหรือพอกบริเวณรอยช้ำได้ค่ะ
ข้อห้ามที่ไม่อยากให้แผลหายช้า
หากต้องการให้รอยช้ำหายเร็วควรหลีกเลี่ยงการนวด กด หรือขัดถูบริเวณที่มีรอยช้ำในช่วงแรก และควรระมัดระวังการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะโฆษณาชวนเชื่อที่ว่าเป็นยาทาแก้รอยช้ำที่ดีที่สุด เพราะประสิทธิภาพและความเหมาะสมอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคลค่ะ
รอยช้ำแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?
ควรพบแพทย์หากรอยช้ำมีขนาดใหญ่ผิดปกติ ปวดมากขึ้น บวมรุนแรง เกิดขึ้นเองโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์ค่ะ แม้ว่าจะมีหลายวิธีทำให้รอยช้ำหายเร็ว แต่หากมีอาการผิดปกติร่วมด้วย เช่น เลือดออกง่าย เวียนศีรษะ หรือมีไข้ ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุเพิ่มเติมค่ะ